คืออิสสรชน
คือคนดี
คือศรีบูรพา

ยินดีต้อนรับ
บุคคลทั่วไป | ล็อกอิน
  • เกี่ยวกับกองทุนศรีบูรพา
  • คณะกรรมการกองทุนฯ
  • รางวัลศรีบูรพา
  • นักเขียนรางวัลศรีบูรพา

  • ชีวิตที่ดีงามย่อมมีอยู่ และถูกใช้ไปเป็นคุณประโยชน์แก่คนอื่น
    (จนกว่าเราจะพบกันอีก)

    ช่วงชีวิตในจีนของ "ศรีบูรพา"

    รำลึกความทรงจำครึ่งศตวรรษในจีนจากมิตรร่วมหลังคาเรือน "ศรีบูรพา" : สุชาติ ภูมิบริรักษ์

    ชามา

     

    ชีวประวัติและผลงานของ "ศรีบูรพา" ได้มีผู้ศึกษาเอาไว้อย่างละเอียดแทบทุกด้านไม่น้อยทีเดียว  ยกเว้นในช่วงบั้นปลายชีวิตตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๑-๒๕๑๗ ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้การดูแลที่ดีของรัฐบาลจีน ซึ่งศรีบูรพาได้ลี้ภัยการเมืองอยู่ที่นั่นจวบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต  แม้จนบัดนี้ ซึ่งทำให้ยังคงเป็นปริศนาคลุมเครือและเป็นที่ใคร่รู้ของผู้สนใจติดตามชีวิตและผลงานของ "ศรีบูรพา"

        เหตุเพราะเจ้าของชีวประวัติได้ลาลับจากวงวรรณกรรมไทยไปแล้ว โดยละวางการกล่าวถึงอัตชีวประวัติในช่วงดังกล่าว รวมถึงไม่ได้เปิดเผยผลงานเขียนใดต่อสาธารณะ และไม่มีโอกาสได้บอกเล่าเรื่องราวความจริงที่เกิดขึ้นในประเทศจีนให้ชนรุ่นหลังรับรู้บรรยากาศการใช้ชีวิตในต่างแดนภายใต้การดูแลของรัฐบาลจีน ในช่วงก่อนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและจีนให้กระจ่างได้

        โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ความจริง" ดังกล่าวนั้นมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับคณะบุคคลหลายฝ่ายและเกี่ยวข้องกับความผกผันของการเมืองไทย รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและจีน จนอาจกล่าวได้ว่า ช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเป็นอีกหน้าหนึ่งที่ควรได้รับการเปิดเผยและบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทยและจีน เพื่อให้เกิดสัมฤทธิผลในการศึกษาประวัติความสัมพันธ์ไทย-จีนอีกโสตหนึ่ง ผ่านการต่อสู้ของคณะนักหนังสือพิมพ์ไทยกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่มุ่งใฝ่หาสันติภาพและความสัมพันธ์ที่เป็นปกติระหว่างประชาชน!

        คณะส่งเสริมวัฒนธรรมไทยกลุ่มเล็กๆ ดังกล่าวที่ได้เดินทางไปจีนตามคำเชิญภายใต้การนำของ "ศรีบูรพา" ในฐานะ หัวหน้าคณะส่งเสริมวัฒนธรรม ในช่วงนั้น ในที่สุดก็ได้ตัดสินใจกลับประเทศไทยเกือบหมด และหลายคนถูกจับกุมคุมขัง แต่ก็ยังเหลือนักหนังสือพิมพ์ในกลุ่มนั้นที่ยังตกค้างอยู่ในจีนด้วยความสมัครใจต่อมาอีกสองคนเป็นเวลายาวนาน นั่นคือ ศรีบูรพา หัวหน้าคณะฯ และ "สุชาติ ภูมิบริรักษ์" นักหนังสือพิมพ์ไทยอีกผู้หนึ่งซึ่งไปในนามของเลขานุการของคณะฯ

        สำหรับ "ศรีบูรพา" กล่าวได้ว่าได้อาศัยจีนเป็น "เรือนตาย" จนวาระสุดท้ายในชีวิตในเวลาต่อมาอีก ๑๖ ปี

        ความเคลื่อนไหวของคนไทยกลุ่มเล็กๆ นอกสายตาของรัฐบาลไทยในยุคดังกล่าว ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างความหงุดหงิดรำคาญใจให้แก่รัฐบาลในเวลานั้น เป็นเรื่องที่อาจจะลืมเลือนกันไปแล้วในสังคมไทยเวลานี้  แต่หากย้อนกลับไปศึกษาก็จะพบคำตอบบางประการที่ควรค่าแก่การรู้แจ้งอย่างยิ่งว่า ได้เกิดอะไรขึ้นในท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองขณะนั้นที่ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนไทย-จีนในวงกว้างและด้วยพลังรุนแรง

        อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวจนถึงปัจจุบันก็ยังคงเป็นสิ่งที่ชนรุ่นหลังบางกลุ่มได้พยายามหาคำตอบ เพื่อเป็นเสมือน "กุญแจ" ที่ไขความกระจ่างซึ่งโยงใยไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอดีตที่ต้องสะดุดลงเพราะปัญหาสภาพการเมืองและสังคมในยุคหนึ่ง

        "ศรีบูรพา" ผู้ได้ชื่อว่าเป็น "ศรีแห่งวงวรรณกรรมไทย" ผู้หนึ่งที่ทราบความจริง ในช่วงดังกล่าวเมื่อครึ่งศตวรรษที่ผ่านมานี้น่าจะมีโอกาสได้มาเปิดเผยความจริงอันมีคุณค่าต่อสาธารณะ ในฐานะที่เป็นผู้เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะมาบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดดังกล่าวด้วยตนเอง ทั้งด้วยวาจาและข้อเขียนในฐานะนักเขียนเอกของไทยผู้หนึ่งซึ่งเป็น แขกเมือง ของรัฐบาลจีนในเวลานั้น ดังที่ "ศรีบูรพา" ได้เคยปฏิบัติมาทุกสถานการณ์

        อย่างไรก็ตามน่าแปลกใจอย่างยิ่งที่ "ศรีบูรพา" กลับไม่มีผลงานใดปรากฏอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับช่วงชีวิตที่พำนักอยู่ในจีนเลย  แม้จะทราบจากผู้ใกล้ชิดผู้เป็นทั้งมิตรสนิทรุ่นน้องในจีนคือ "สุชาติ ภูมิบริรักษ์" ว่า ความจริง "ศรีบูรพา" ทำงานเขียนแทบไม่เคยหยุดหย่อน "อย่างกับผึ้ง" ก็ตาม  และผู้เขียนยังทราบข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ความจริงผลงานของ "ศรีบูรพา" ในจีนนั้นมีไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ และบางส่วนก็ไม่มีผู้ใดกล้านำกลับประเทศไทยในเวลานั้น หลังจากการไปของ "ศรีบูรพา" ในจีน และครอบครัวได้ค่อยๆ โยกย้ายกลับผืนแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอน ดังคำกล่าวให้สัมภาษณ์ของชนิด สายประดิษฐ์ ภริยาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ที่ "บ้านศรีบูรพา" ที่กล่าวว่า

        ตอนนั้นไม่ได้เอาผลงานศรีบูรพากลับไทยเลย เอาตัวมาได้ก็ดีแล้วเพราะทางนี้ (ประเทศไทยในเวลานั้น-ผู้เขียน) ก็กวดขันกัน

        บัดนี้แม้ร่าง "ศรีบูรพา" ลาลับ แต่เขากลับทิ้งผลงานอมตะไว้จำนวนหนึ่งซึ่งนับวันกลับยิ่งส่งให้ชื่อเสียงของ "ศรีบูรพา" เรืองรองยิ่งขึ้น อาจเป็นดังที่นักวิชาการชาวอเมริกันผู้หนึ่งนาม เบนจามิน แบตสัน ได้เคยวิเคราะห์เอาไว้ว่า

        ฐานะของนายกุหลาบในโลกวรรณกรรมไทยในยุคปัจจุบันสูงกว่าในช่วงเวลาที่เขามีชีวิตอยู่

        นี่ย่อมแสดงถึงอมตะของผลงานซึ่งยืนยงยิ่งกว่าร่างของผู้เป็นเจ้าของซึ่งเมื่อถึงวันหนึ่งก็จะต้องดับสูญกลับคืนสู่ธรรมชาติ เสมอเหมือนกันไม่แตกต่าง และไม่อาจมีใครหลีกเลี่ยงพ้น

        อย่างไรก็ตามนับเป็นเรื่องโชคดีที่บัดนี้ สุชาติ ภูมิบริรักษ์ มิตรรุ่นน้อง ซึ่งได้เดินทางไปจีนพร้อมคณะนักหนังสือพิมพ์ทั้งหมด ๑๒ ชีวิตในนามของเลขานุการคณะฯ  ภายใต้การนำของหัวหน้าคณะส่งเสริมวัฒนธรรมไทยคือ "ศรีบูรพา" ยังมีชีวิตอยู่ในวัย ๗๗ ปี ด้วยสุขภาพที่ดี  ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเกือบครึ่งศตวรรษนั้น เขายังคงพำนักอยู่ในประเทศจีน ภายใต้การดูแลอย่างดีของรัฐบาลจีนมาตั้งแต่ต้น และเป็นอีกผู้หนึ่งที่เลือกประเทศจีนเป็น เรือนตาย

        ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า สุชาติ ภูมิบริรักษ์ จึงน่าจะเป็นผู้หนึ่งที่รู้ "ความจริง" บางด้านดังกล่าวนั้นไม่มากก็น้อย  เพราะเขาเป็นอีกผู้หนึ่งที่เดินเคียงข้าง "ศรีบูรพา" มาตั้งแต่ก้าวแรกที่สัมผัสผืนแผ่นดินจีน  ก้าวต่อมาที่ร่วมคณะกับ "ศรีบูรพา" ไปชมสถานที่ทุกแห่งตามกำหนดการของรัฐบาลจีนในฐานะ "แขกเมือง"  และก้าวสำคัญที่แทบจะเรียกว่า "ร่วมหลังคาเรือน" เดียวกันเป็นระยะเวลายาวนานใน โรงแรมสันติภาพ และ โรงแรมมิตร าพ กรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นที่พำนักที่รัฐบาลจีนจัดสรรให้เป็นการเฉพาะ  จนกระทั่งก้าวสุดท้ายที่ "ศรีบูรพา" ลาลับ ฝากลมหายใจสุดท้ายบนเตียงผู้ป่วย ณ โรงพยาบาลเซียนเหอ ในกรุงปักกิ่ง และกล่าวประโยคสุดท้ายที่จับใจ สุชาติ ภูมิบริรักษ์ ต่อกรณีเหตุการณ์ "๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖" ด้วยความยินดีต่อผลสำเร็จของประชาชนและนักศึกษาไทยในเวลานั้นว่า

        นี่เป็นชัยชนะของนักศึกษา!

        และต่อมาอีกไม่กี่วัน "ศรีบูรพา" ก็ได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับใน พ.ศ. ๒๕๑๗

     

    การเดินทางไปเยือนจีนของคณะส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งประเทศไทยภายใต้การนำของ "ศรีบูรพา" ในช่วงเวลานั้นมีวัตถุประสงค์หลักอย่างหนึ่งคือสืบสานสายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนไทย-จีน แม้ว่าระหว่างเส้นทางนั้นจะเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามจากปัญหา "ความแตกต่าง" ของนโยบายทางการเมืองของรัฐบาลในยุคนั้น  จึงนับว่ามีความสำคัญควรค่าแก่การศึกษาอย่างยิ่ง  เพราะกว่าจะมาถึงวันนี้ที่ประเทศไทยได้รับการยกย่องจากรัฐบาลจีนว่า "เป็นตัวอย่างของประเทศระบอบการปกครองที่แตกต่างซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีงาม"

        ชนรุ่นหลังของไทยที่เกิดหลังปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกนั้นอาจไม่เคยรู้ว่าเหตุการณ์แห่งประวัติความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างไทย-จีนในช่วงก่อนเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตนั้นมีความตึงเครียดรุนแรงอย่างไร  จากการได้มีโอกาสพูดคุยกับเยาวชนไทยบางส่วนที่ได้เคยไปศึกษาต่อด้านภาษาจีนในกรุงปักกิ่ง รวมถึงสอบถามเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางไปเยือนจีนในอดีต ของ "คณะทูตใต้ดิน" ไม่ว่าจะเป็นคณะนักหนังสือพิมพ์ คณะนักกีฬาไทยหรือคณะศิลปินที่เคยเดินทางไปจีนในอดีตยุคก่อนเปิดความสัมพันธ์ มักจะได้รับคำตอบว่า ไม่ทราบ

        ขณะเดียวกันนับวันความสัมพันธ์ไทย-จีนในปัจจุบันก็ยิ่งเจริญงอกงามแตกดอกออกช่อเติบโตและยืนยงขึ้น อันจะเห็นได้จากการแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลสองฝ่ายแทบทุกด้าน รวมถึงด้านการศึกษาที่มีทั้งนักศึกษาจีนเดินทางมาศึกษาในเมืองไทย และมีนักศึกษาไทยจำนวนมากที่หลั่งไหลไปศึกษาภาษาจีนในประเทศจีนและได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากรัฐบาลทั้งสองฝ่าย ทำให้สามารถกลบเกลื่อนร่องรอยชำรุดทางประวัติศาสตร์ที่ถูกทำลายลงด้วยสถานการณ์ทางการเมืองได้

        อย่างไรก็ตามเราไม่ควรลืมเลือนว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ได้นั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายได้เคยเกิด "อุบัติเหตุ" อะไรขึ้นในระหว่างหนทางอันมือมน จนส่งผลกระทบรุนแรงต่อประชาชนทั้งสองฝ่าย ดังที่เคยมีกล่าวไว้ในหนังสือชื่อ ฉู่ฉือ หรือ ผกางามแห่งจีนใต้ แปลและเรียบเรียงโดยผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษาอาวุโสแห่งวงการศึกษาของไทยนาม ยง อิงคเวทย์ ว่า

        ขอให้กวีนิพนธ์ทุกบททุกตอนในหนังสือชุด รัตนมณีกวีนิพนธ์จีน นี้จงเป็นสื่อน้อมนำผู้อ่านให้เข้าถึงสุนทรียภาพแห่งภูมิปัญญาจีน เป็นเครื่องเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างจีนกับไทยสมเจตนารมณ์ของผู้แปล ช่วยให้คลายความเกลียดชังอย่างที่เราเคยเป็นมาในยุคหนึ่งไป...

        "ศรีบูรพา" และครอบครัวได้รับการดูแลอย่างที่อาจเรียกได้ว่า "ดีที่สุด" จากรัฐบาลอีกประเทศหนึ่ง เมื่อเทียบกับสภาพความเป็นอยู่ชาวจีนทั่วไปส่วนใหญ่ในเวลานั้น ซึ่งรัฐบาลจีนได้พยายามมอบสิ่งนั้นให้สำหรับชาวต่างชาติทุกชาติทุกภาษาที่มุ่งเดินทางไปขอลี้ภัย และใช้เวลาในระหว่างนั้นร่วมฟื้นฟูบูรณะประเทศชาติในด้านต่างๆ เรื่องนี้มีข้อมูลยืนยันหลายเสียงจากพยานบุคคลเคียงคู่ "ศรีบูรพา" ตลอดเวลายามที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศจีน

     

        มีข่าวที่ไม่เปิดเผยคือ อุบัติการณ์ทำลายล้างหนังสือไทยจำนวนมากที่ตกค้าง ทั้งหนังสือที่เขียนโดยนักเขียนไทยและหนังสือที่แปลจากภาษาจีนเป็นภาษาไทยซึ่งพิมพ์โดย รัฐบาลจีนในเวลานั้น ด้วยการจุดไฟเผาเสียเกือบหมด จากความ "รู้เท่าไม่ถึงการณ์" ของผู้บงการบางกลุ่ม ทั้งนี้ก็เพื่อเจตนาดีคือลดผลกระทบด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศลงให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เหตุผลเพราะงานประพันธ์บางเล่มสะท้อนทั้งด้านความคิดและทฤษฎีทางการเมืองอย่างชัดเจนและหนังสือเป็นสื่อถาวรซึ่งไม่สามารถกลบเกลื่อนความคิดได้นั่นเอง  ดังนั้นจึงอาจต้องทำลายเสีย เพื่อมิให้หลงเหลือ หลักฐาน

        วัตถุประสงค์สำคัญก็เพื่อดำรงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-จีนที่มีมายืนยาวให้ยืนยงอยู่ต่อไปอย่างราบรื่นไร้ปัญหาใดๆ จึงจำต้องขจัดสิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์ที่อาจเคยมีความบาดหมางหรือหนทางที่แตกต่างนั้น และเพื่อสืบสานความสัมพันธ์ทั้งภาครัฐและประชาชนให้เจริญงอกงามสืบต่อไปชั่วกาลนาน

        นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่งเพราะท่ามกลางกองเพลิงนั่นคือผลงานอันประมาณค่ามิได้ทั้งที่ประพันธ์โดยนักเขียนไทยและผลงานแปลจากภาษาจีนเป็นไทยนั้นได้แฝงไว้ด้วย มรดกทางปัญญา อันทรงคุณค่าไว้จำนวนไม่น้อย เป็นผลงานร่วมกันของทั้งนักเขียน นักแปลไทยและจีนที่อยู่เบื้องหลัง

        อย่างไรก็ตามหนังสือเหล่านั้นไม่อาจจะเผาได้หมด  ดังที่เคยมีผู้กล่าวว่า สำหรับหนังสือนั้น "ยิ่งเผาก็ยิ่งยัง" ไม่ว่าจะปรากฏขึ้น ณ ซอกมุมใดของโลกและชาติภาษาใด  เพราะมักจะปรากฏว่าพลังของหนังสือที่ถูกพิจารณาให้กำจัดให้หมดสิ้นไปในประวัติศาสตร์นั้น มักจะก่อ "ปาฏิหาริย์" ได้อย่างน่าอัศจรรย์เสมอ

        หนังสือในจีนก็เช่นกัน เพราะปรากฏว่า บัดนี้ก็ยังมีหนังสือเหล่านั้นเหลือตกค้างต่อมาอีกจำนวนไม่น้อย  กลายเป็นหลักฐานสำคัญและทรงค่าให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และประวัติความสัมพันธ์ไทย-จีนต่อไป  หนังสือดังกล่าวนั้นมีทั้งที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วรรณกรรม การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งล้วนแต่แปลเป็นภาษาไทยแล้วทั้งนั้น โดยบุคลากรทั้งชาวจีนและชาวไทยกลุ่มหนึ่งที่ทำงานร่วมกันอย่างเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง

        เคยสอบถามผู้อยู่ในเหตุการณ์เกี่ยวกับกรณีเพลิงไหม้ทางประวัติศาสตร์ครั้งนี้ผู้หนึ่ง ซึ่งแม้แต่หนังสือผลงานเขียนและแปลของเขาบางเล่มก็ถูกเผาไปด้วยนั้น ก็ได้คำตอบว่า

        เขาเอาไปเผาหมด ไม่เพียงแต่หนังสือทฤษฎีการเมือง หนังสือเกี่ยวกับวรรณกรรม นิทานพื้นบ้านหรือนิทานสุภาษิตอะไรต่างๆ ซึ่งไม่น่าจะเอาไปเผาเพราะไม่มีผลกระทบต่อแนวคิดทางการเมืองรุนแรงอะไร เขาก็เอาไปเผาหมด  แม้กระทั่งพจนานุกรมและต้นฉบับใหม่ๆ ที่ทำเสร็จแล้วและรอการพิมพ์ของผมก็ถูกเอาไปเผา  เมื่อสอบถามกันดู ได้คำตอบที่แฝงไว้ด้วยอารมณ์ขันที่ว่าเป็นเช่นนั้นก็เนื่องจากว่า... "เพราะคนเผาไม่รู้ภาษาไทยค่ะ!"

        นับเป็นเรื่อง "ตลกร้าย" ที่ขำไม่ออก

        ครั้งที่ผู้เขียนเคยไปทำงานประจำที่ภาคภาษาไทยของสำนักงาน นิตยสารภาพจีน แห่งกรมการพิมพ์ภาษาต่างประเทศแห่งชาติจีนในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ นั้น ก็ปรากฏว่าได้มีโอกาสเห็นหนังสือภาษาไทยทรงคุณค่าแก่การศึกษาหลายสาขาที่ตกค้างอยู่จำนวนไม่น้อยบนหิ้งหนังสือในห้องทำงาน  ทั้งหนังสือประเภททฤษฎีทางการเมืองปกแดงของผู้นำจีนที่แปลเป็นไทย เช่น สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตง ๕ เล่ม ชุดคติพจน์เหมาเจ๋อตง สรรนิพนธ์เติ้งเสี่ยวผิง ชีวประวัติเติ้งเสี่ยวผิง และอื่นๆ วรรณคดีจีน ผลงานประพันธ์ของ "หลู่ซิ่น" ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์นักประพันธ์แห่งศตวรรษที่ ๒๐ ของจีน ผลงานประพันธ์ของ "เหลาเส่อ" นักเขียนเรืองนามอีกผู้หนึ่งของจีน ผลงานเด่นของนักเขียนจีนชื่อดังอื่นๆ เช่น "ปาจิน" และ "เหมาตุ้น" ตำนานและนิทานจีน เป็นต้น  รวมถึงผลงานบางเรื่องที่โดดเด่นของไทย ทั้งที่เป็นภาษาไทยและที่แปลเป็นภาษาจีน เป็นต้น

        อย่างไรก็ตามหากย้อนอดีตได้ มรดกทางปัญญาเหล่านั้นอาจยังคงอยู่อีกมาก  แต่เนื่องด้วยในขณะนั้นไม่มีผู้ใดสามารถเล็งการณ์ไกลได้ว่า อนาคตแห่งความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนจะเจริญงอกงามได้ดั่งเช่นที่เห็นอยู่ในขณะนี้นั่นเอง

        ผู้รับผิดชอบภาคภาษาไทย นิตยสารภาพจีน ยังได้เคยยกหนังสือซึ่งสะท้อนภูมิปัญญาจีนหลายเล่มที่เหลือตกค้างอยู่ในตู้หนังสือของภาคภาษาไทย ในสำนักงานนิตยสารแห่งนี้ให้ผู้เขียนในวันแรกที่ไปทำงานประจำที่นิตยสารภาพจีน ในประเทศจีน  ซึ่งผู้เขียนรับไว้ด้วยความประทับใจและเก็บไว้อย่างถนอมมาจนบัดนี้ เช่น ผลงานเรื่องสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุง ผลงานเรื่องชุมนุมเรื่องสั้น ของ "หลู่ซิ่น" ผลงานเรื่องบ้าน ของ "ปาจิน" ผลงานเรื่องฤดูใบไม้ร่วง ของ "เหมาตุ้น" และจันทร์เสี้ยว ของ "เหลาเส่อ" รวมทั้งนิทานพื้นเมืองจีนเรื่องตามหาพระอาทิตย์ และอื่นๆ

        สำหรับประวัติศาสตร์เพลิงไหม้หนังสือในจีนนั้นเป็นเรื่องที่ "ปิดกันให้แซด" ในหมู่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และคงเป็นเรื่องที่ผู้อยู่เบื้องหลังการเขียน การแปล และจากผลิตหนังสือทุกคน รวมถึงคนไทยจำนวนหนึ่งยากที่จะลืม!

        สมควรอย่างยิ่งที่จะนำผลงานเหล่านั้นมาพิมพ์เผยแพร่ใหม่ทั้งหมดเพื่อสัมฤทธิ์ผลแห่งการศึกษาทั้งด้านภาษาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม และวรรณกรรมทั้งไทยและจีน ในท่ามกลางกระแสการเจริญเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งของการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านการศึกษาภาษาระหว่างสองประเทศ อันจะนำไปสู่หนทางแห่งการเชื่อมความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและลึกซึ้งอย่างเต็มไปด้วยความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องยิ่งขึ้นอีกแนวทางหนึ่ง

        หลักฐานที่ดีหลักฐานหนึ่งมาจากคำปราศรัยครั้งหนึ่งของ "ศรีบูรพา" เรื่อง "วรรณคดีไทยสมัยปัจจุบัน" ซึ่ง "ศรีบูรพา" ได้รับเชิญไปบรรยายให้นักศึกษาจีนแห่งภาคภาษาไทยฟัง ณ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศจีน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ ความตอนหนึ่งว่า

        การปราบปรามผู้รักชาติและรักสันติที่ได้คัดค้านนโยบายร่วมมือกับจักรวรรดินิยมตามวิถีทางประชาธิปไตยและชอบด้วยกฎหมายที่ได้เริ่มขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมปีกลายนี้ได้ส่งผลกระทบกระเทือนไม่น้อยมาถึงวงการวรรณคดีด้วย โดยเฉพาะวรรณคดีฝ่ายก้าวหน้า นอกจากการปิดหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับแล้ว หนังสือพิมพ์รายคาบยังถูกปิดด้วย ไม่เฉพาะแต่หนังสือพิมพ์รายคาบที่เป็นหนังสือพิมพ์การเมืองเท่านั้นที่ถูกปิด  แม้หนังสือพิมพ์ที่ลงพิมพ์นวนิยายและที่มีความมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมวรรณคดีก็ถูกปิด การปิดหนังสือพิมพ์เป็นจำนวนมากเช่นนี้ แสดงอยู่ในตัวว่าประชาชนไม่สนับสนุนนโยบายร่วมมือกับจักรวรรดินิยมของรัฐบาล นอกจากการปิดหนังสือพิมพ์ได้มีการปิดร้านหนังสือที่จำหน่ายหนังสือจากประเทศจีนและสหภาพโซเวียต และได้มีการเก็บหนังสือนวนิยายและสารคดีที่ก้าวหน้าหลายเล่ม  ในขณะนี้จึงนับว่าวงการวรรณคดีไทยฝ่ายก้าวหน้ากำลังเผชิญคำปราศรัยกับคลื่นลมอันร้ายกาจของอิทธิพลจักรวรรดินิยมวงการวรรณคดีไทยฝ่ายก้าวหน้าจะฝ่าคลื่นลมอันร้ายกาจนี้ไป ดุจเดียวกับนกนางแอ่นทะเลอย่างแน่นอน...

        เอกสารคำปราศรัยดังกล่าวของ "ศรีบูรพา" บัดนี้ ผ่านมายาวนานถึง ๔๖ ปีเต็มแล้ว  หลังจากที่ "ศรีบูรพา" ได้เหยียบย่างเข้าสัมผัสผืนแผ่นดินจีนได้เพียงปีเดียวก็ได้รับเชิญไปกล่าวคำปราศรัย ณ มหาวิทยาลัยแห่งนั้น เพื่อพบปะกับบรรดานักศึกษา อันเป็นความหวังหรือ "อนาคตของชาติ" ดังที่ "ศรีบูรพา" มักจะให้ความสำคัญเสมอนั้น ต้นฉบับเดิมของคำปราศัยนี้ตกค้างอยู่ในมือของ สุชาติ ภูมิบริรักษ์ ด้วยกระดาษขนาดเล็กกว่าเอ ๔ เล็กน้อย สีเหลืองเข้มจากความเก่าแก่ซึ่งถูกตอกด้วยพิมพ์ดีด าษาไทยด้วยฝีมือของ "ศรีบูรพา" เองจำนวน ๑๔ หน้า และยังไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ซ้ำอีกเลยหลังจากนั้น อาจเนื่องมาจากสาเหตุดังที่สุชาติ ภูมิบริรักษ์ได้กล่าวว่า

        ต้นฉบับคำปราศรัยเกี่ยวกับ วรรณคดีสมัยปัจจุบันของ "ศรีบูรพา" ผมเก็บรักษาไว้ฉบับหนึ่งเป็นเวลา ๔๖ ปีแล้ว  ต้นฉบับคำปราศรัยนี้พิมพ์ด้วยพิมพ์ดีด ผมเข้าใจว่า "ศรีบูรพา" เป็นผู้พิมพ์เพื่อเตรียมไปกล่าวคำปราศรัยและมีอยู่ฉบับเดียว  ต่อมาฝ่ายจีนคงจะขอต้นฉบับไปอัดสำเนาไว้ ความเข้าใจอันนี้ของผมคงไม่ผิด สังเกตเห็นได้จากบรรทัดล่างของหน้าแรกมีตัวหนังสือจีนเขียนด้วยลายมือแปลว่า "ประวัติวรรณคดีไทยสมัยปัจจุบัน" ต้นฉบับที่อยู่ในมือผมเป็นฉบับอัดโรเนียว ฝ่ายจีนคงจะแจกให้ผมฉบับหนึ่งส่วนต้นฉบับฯ เดิมต้องอยู่ในมือของ "ศรีบูรพา" แน่นอน

        อย่างไรก็ดีต้นฉบับคำปราศรัยฯ นี้ที่หลงเหลืออยู่ในประเทศจีน และอยู่ในมือของส่วนบุคคลคงจะมีแต่ฉบับของผมเท่านั้น  เพื่อนชาวจีนคงไม่กล้าเก็บรักษาไว้ เพราะตลอดเวลาเกือบครึ่งศตวรรษมานี้ ในประเทศจีนมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายครั้ง  ที่รุนแรงที่สุดคือ "การปฏิวัติใหญ่ทางวัฒนธรรม"  เอกสารภาษาต่างประเทศที่อยู่ในมือของส่วนบุคคลเป็นเป้าที่จะถูกทำลาย  ใครก็คงไม่กล้าเสี่ยงที่จะเก็บรักษาไว้  สำหรับผมที่กล้าเก็บรักษาต้นฉบับคำปราศรัยฯ ของ "ศรีบูรพา" ไว้ก็เพราะแน่ใจว่าเรดการ์ดคงจะไม่มาค้นบ้านผม  สำหรับต้นฉบับคำปราศรัยเดิมผมเชื่อว่าคงอยู่ในมือของ "ศรีบูรพา"  ถ้าคุณชนิดนำกลับมาเมืองไทยด้วย ชะตากรรมของ "ต้นฉบับเดิม" เป็นอย่างไรก็ยากจะทราบได้  แต่ไม่เป็นไรต้นฉบับสำเนายังอยู่ที่ผม

        กล่าวได้ว่า สุชาติ ภูมิบริรักษ์ นับถือ "ศรีบูรพา" เป็น "กัลยาณมิตร" ที่เขาเชิดชูยกย่องทั้งในแง่ของการใช้ชีวิตและผลงาน และพยายามเก็บทุกความทรงจำหรือหลักฐานต่างๆ ที่เคยมีโอกาสได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันไว้ได้อย่างน่าประหลาดใจ  ด้วยเวลาที่ผ่านมาเนิ่นนานและความชราภาพที่มาเยือน แต่เขาก็ยังคงจดจำแทบทุกรายละเอียดของ "ศรีบูรพา" ได้เป็นอย่างดี

        เหตุผลหนึ่งนั้น สุชาติ ภูมิบริรักษ์ ในฐานะที่เคยเป็นนักหนังสือพิมพ์มาก่อนกล่าวว่า

        "เพราะผมจดบันทึกเหตุการณ์ในตอนนั้นไว้เป็นสิบเล่ม"

     

        คำปราศรัยก่อนกล่าวสรุปของ "ศรีบูรพา" ในท่ามกลางบรรยากาศทั้งนักศึกษาจีนที่กำลังศึกษาภาษาไทย รวมถึงนักศึกษาจีนแห่งภาควิชาภาษาต่างๆ ในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งมีล่ามคอยแปลเป็นภาษาจีนแพร่ในวงกว้างอีกทอดหนึ่งนั้นนับว่าทรงพลังน่าสนใจนำมาเผยแพร่ ณ ที่นี้

        "ศรีบูรพา" กล่าวสรุปคำปราศรัยว่า

        อย่างไรก็ดีสมควรที่จะกล่าวย้ำไว้ว่า จนถึงเวลานี้ วรรณคดีใหม่ของไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนา ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการแสวงหาความจัดเจน เครื่องมือในการศึกษาของเรามีอยู่โดยจำกัดมาก เช่นเดียวกับนักศึกษาภาษาไทยของเราที่นี่ (หมายถึงมหาวิทยาลัยปักกิ่ง-ผู้เขียน) เพราะช่องทางแห่งการศึกษาของเราถูกจำกัดขัดขวาง  เรายังจะต้องศึกษาอีกมาก และยังมีหนทางข้างหน้าอีกไกลที่เราต้องเดินต่อไป

        ในขณะนี้ เราอาจกล่าวได้แต่เพียงว่า วรรณคดีใหม่ของไทยได้ทำหน้าที่จุดประทีปแห่งความหวัง ที่วรรณคดีไทยจะได้มีบทบาทสำคัญในอันที่จะได้รับใช้ชีวิตของมวลชนอย่างมีประสิทธิภาพขึ้นแล้ว  และเราได้เห็นอย่างแจ่มแจ้งว่า เวลาได้มาถึงแล้ว ที่ผู้เก็บดอกผลของวรรณคดีจะมิใช่กลุ่มชนน้อยๆ  ที่มีเอกสิทธิ์ในสังคมเท่านั้น  เรามีความเชื่อมั่นว่า การเปลี่ยนแปลงอันมีอยู่ไม่ขาดสายจะต้องดำเนินไปสู่สถานะที่การสร้างสรรค์วรรณคดี และการเก็บดอกผลของวรรณคดีเป็นเรื่องของประชาชนอย่างสิ้นเชิง  และเมื่อประชาชนเป็นผู้สร้างสรรค์วรรณคดีแล้ว เขาก็จะต้องสร้างสรรค์วรรณคดีเพื่อผลประโยชน์และความดีงามแห่งชีวิตของประชาชนอย่างแน่นอน

        บัดนี้ข้าพเจ้าขอจบปาฐกถา และขอขอบพระคุณท่านผู้ฟังทุกท่าน

        แม้ "ศรีบูรพา" จะทิ้งท้ายคำปาฐกถาไว้อย่างเต็มความหวังเกี่ยวกับ "ดอกผล" แห่งวรรณคดีซึ่ง จะ "งอกงามเป็นความดีงามแห่งชีวิตของประชาชนอย่างแน่นอน" ก็ตาม  แต่ในสภาพสังคมไทยยุคหนึ่งที่จะลืมเลือนเสียมิได้ก็คือ ในช่วงระหว่าง "การปฏิวัติรัฐประหาร" ของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ สองครั้งในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ และ พ.ศ. ๒๕๐๑ โดยเฉพาะการปฏิวัติรัฐประหารในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ นั้น นอกจากจะ "เป็นการเลิกล้มสถาบันทางการเมืองที่มีอยู่โดยสิ้นเชิง" แล้วก็มีผลให้รัฐบาลใช้

    มาตรการรุนแรงปราบปรามเข่นฆ่าผู้ที่มีความคิดเห็นขัดแย้งกับรัฐบาลได้อย่างเด็ดขาดด้วย

        จากการพูดคุยกันกับ "ลู่เผยจง" มิตรร่วมงานผู้หนึ่งของผู้เขียนครั้งอยู่ในจีน ซึ่งเป็นนักแปลและนักเขียนชาวจีนเจ้าของผลงานแปลทั้งจากภาษาไทยเป็นจีนและจากจีนเป็นไทยหลายเรื่อง เช่น สี่แผ่นดิน คำพิพากษา และ เรียนรู้ชีวิตจากผู้หญิง ของ "อันตุ้น"  เป็นต้นซึ่งได้บรรจงถ่ายทอดวรรณกรรมสองภาษาให้ชาวจีนและไทยได้รู้จักกันในวงกว้าง รวมถึงเป็นเจ้าของผลงานเขียนเรื่องหมายเหตุจากปักกิ่ง (เขียนร่วมกับผู้เขียน) นั้น ลู่เผยจงได้เคยกล่าวถึง "ศรีบูรพา" เอาไว้ว่า

        "ครั้งที่ศรีบูรพาอยู่ในจีนนั้นไม่เคยพบตัวของศรีบูรพา  แต่ครั้งที่ผมทำงานแปลในสำนักพิมพ์ภาษาต่างประเทศ หรือทำงานแปลที่ นิตยสารภาพจีน ของกรมการพิมพ์ภาษาต่างประเทศแห่งชาติจีนนั้น จำได้ว่าเมื่อทำงานแปลเสร็จก็เคยได้ยินว่า จะส่งไปให้ อาจารย์ ผู้หนึ่งตรวจดูอีกที

        "ตอนนั้นผมจำได้ว่า ในจีนมีคนไทยคนหนึ่งที่ชื่อว่า "อาจารย์" หมายความว่าใครๆ ก็เรียกกันว่า อาจารย์ แต่ไม่เปิดเผยชื่อ คอยทำหน้าที่ตรวจทานงานแปลของพวกเราอยู่เบื้องหลัง และเล่ากันว่า หากผ่านการตรวจสอบของ "อาจารย์" แล้ว ก็หมายความว่า ใครจะแตะต้องอีกไม่ได้ ซึ่งก็หมายความว่า ผลงานนั้นผ่านแล้วเรียบร้อย  ต่อมาภายหลังผมจึงทราบว่า "อาจารย์" ที่ถูกกล่าวก็คือ "ศรีบูรพา" นั่นเอง"

        หนึ่งในผลงานการ "ตรวจสอบ" ดังกล่าวนั้นยังรวมถึงผลงานสรรนิพนธ์อันลือลั่นทรงพลังของอดีตผู้นำจีนเหมาเจ๋อตงอีกด้วย เรื่องนี้ได้รับคำยืนยันจากหัวหน้าคณะปฏิคมฝ่ายจีนคนสำคัญที่ให้การต้อนรับคณะส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งนำโดย "ศรีบูรพา" คือ นาย "อู๋ตง" นั่นเอง

        "ศรีบูรพาบางครั้งก็ไปช่วยทำหนังสือ "สรรนิพนธ์”" ของเหมาเจ๋อตง เป็นคนตรวจแก้ภาษานะ ทำหนักมากในตอนนั้น แต่ตอนนั้นยังแข็งแรง ทำอย่างจริงจัง..."

        สำหรับเรื่องนี้ สุชาติ ภูมิบริรักษ์ กล่าวเสริมว่า

        หนังสือ "สรรนิพนธ์" ของประธานเหมาเจ๋อตงนั้น การตรวจแก้ผ่านมาหลายคนแล้ว กว่าจะมาถึงมือของอาจารย์ (หมายถึง "ศรีบูรพา") ท่านแก้เฉพาะคำที่มีปัญหาเท่านั้น ไม่ใช่ตรวจแก้ทั้งหมด

        "ลู่เผยจง" ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า "นอกจากนั้นก็ยังมีคนไทยบางคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังในสำนักงานองค์การการพิมพ์ภาษาต่างประเทศแห่งชาติจีนในเวลานั้น แต่ก็ปิดเป็นความลับเหมือนกัน เพราะบางคนเมื่อเปิดเผยออกมาแล้ว ปรากฏว่าเป็น "คอมมิวนิสต์"  แต่เท่าที่ผมทราบ ศรีบูรพาไม่ใช่คอมมิวนิสต์

        อย่างไรก็ตามเกี่ยวกับกรณี "คอมมิวนิสต์" นั้น ได้มีผู้กล่าวถึง "ศรีบูรพา" เอาไว้ ซึ่งสะท้อนว่า "ศรีบูรพา" ถูกจับตามองจากฝ่ายรัฐบาลไทยอย่างเข้มงวดในเวลานั้นด้วยข้อหาที่ล่อแหลม  ต่อเรื่องนี้ ชนิด สายประดิษฐ์ ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า

        "พวกองค์กรสันติภาพสากลเขาประชุมกันที่กรุงเบอร์ลินต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๕ เรียกร้องให้อเมริกาและประเทศบริวารหยุดส่งทหารไปรุกรานเกาหลี แล้วก็แต่งตั้งคนไทยสามคนเป็นกรรมการสันติภาพสากลประจำประเทศไทย มี กุหลาบ สายประดิษฐ์ สมัคร บุราวาศ เพทายโชตินุชิต  เท่านั้นแหละ วิทยุกระจายเสียงของทางราชการไทยก็บอกว่าพวกนี้เป็นคอมมิวนิสต์ ทั้งๆ ที่กรรมการสันติภาพสากลที่เขาประชุมกันเป็นพระจากศาสนาต่างๆ ก็มี  มันเป็นการกล่าวหากันอย่างโคมลอย หลังจากนั้นคุณกุหลาบก็ยังไปพูดในที่ประชุมสมาคมหนังสือพิมพ์ เรียกร้องให้รัฐบาลเลิกเซ็นเซอร์ข่าวหนังสือพิมพ์อีก..."

        จากการพูดคุยกับนักศึกษาจีนรุ่นใหม่แห่งภาคภาษาไทย มหาวิทยาลัยกวางสีในจีนผู้หนึ่ง ก็เคยได้คำตอบเกี่ยวกับ "ศรีบูรพา" เมื่อได้ตั้งคำถามว่า "รู้จักนักเขียนไทยไหม" เขาตอบว่า "รู้จัก" และเมื่อถามต่อไปว่า "ชอบผู้ใดเป็นพิเศษ" เขารีบตอบทันทีว่า "ศรีบูรพา" และเมื่อถามต่อว่า "อ่านเรื่องอะไรของศรีบูรพา" เขาตอบว่า "ข้างหลังภาพ"

        เหตุผลที่รู้จักกันดีเพราะได้มีโอกาสศึกษาผลงานบางส่วนซึ่งครูอาจารย์มักจะหยิบยกนำไปสอนในห้องเรียนวิชาภาษาไทยของนักศึกษาจีนนั่นเอง

        ประมาณช่วงปลายเดือนกรกฎาคมปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งเป็นช่วงครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีน ๒๙ ปีในเดือนนั้น  ภาพยนตร์ไทยได้เป็นที่รู้จักกว้างขวางไปทั่วโลก อันเนื่องมาจากผู้สร้างและผู้กำกับภาพยนตร์ไทยทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ได้สร้างผลงานภาพยนตร์ไทยให้ชาวโลกได้ประจักษ์มากขึ้นเรื่อยๆ  ผู้เขียนได้ทราบจากมิตรชาวจีนผู้หนึ่งที่รีบแจ้งให้ทราบอย่างตื่นเต้นว่า ได้มีโอกาสชมเรื่องข้างหลังภาพ ของ "ศรีบูรพา" ทางสถานีโทรทัศน์ส่วนกลางของจีนหรือซีซีทีวี ๖ ถึงสองรอบในวันเดียวกัน  และที่เขารู้สึกตื่นเต้นนั้น ก็เนื่องจากว่าได้ชมภาพยนตร์เรื่องเดียวกันนี้จากซีดีภาษาไทยมาก่อน ซึ่งเวลานั้นซีดีภาพยนตร์ไทยชื่อดังหลายเรื่องหาได้ไม่ยากในจีน และอาจหาได้ทั้งซีดีแท้หรือซีดีเถื่อน เช่นเรื่องสุริโยทัย ของผู้กำกับฯ อาวุโสมีชื่อเสียงของไทย ม.จ. ชาตรี เฉลิม ยุคล เรื่องจันดารา และเรื่องนางนาค ของผู้กำกับภาพยนตร์มือรางวัลรุ่นใหม่ นนทรีย์ นิมิบุตร เรื่องแม่เบี้ย ซึ่งเป็นบทประพันธ์ของ วาณิช จรุงกิจอนันต์ เป็นต้น  เป็นภาพสะท้อนอีกอย่างในสังคมจีนปัจจุบันที่ต้องการเสพภาพยนตร์ไทยกันมากขึ้น

        "ภาษาในภาพยนตร์เรื่อง "ข้างหลังภาพ" เป็น "ภาษาวรรณกรรม" ที่ดีทีเดียว

        มิตรชาวจีนผู้ศึกษาด้านวรรณกรรมจีนผู้นั้นกล่าววิพากษ์วิจารณ์ภาษาภาพยนตร์ข้างหลังภาพ ซึ่งพากย์จากไทยเป็นจีนอีกชั้นหนึ่ง

        ผู้เขียนจึงรีบแจ้งความจริงไปว่าผลงานภาพยนตร์เรื่องนั้นเขียนโดยนักเขียนเรืองนามของไทยคือ "ศรีบูรพา" ซึ่ง สมบูรณ์ วรพงษ์ บรรณาธิการ นักหนังสือพิมพ์ และนักเขียนไทยอาวุโสผู้ซึ่งเพิ่งได้รับการยกย่องให้ได้รับรางวัลศรีบูรพาคนล่าสุดในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ได้เคยอ้างเอาไว้ในหนังสือชื่อจดหมายจากปักกิ่ง ซึ่งได้เขียนร่วมกับนักเขียนชาวจีนนาม "หวังเหมย" ว่า

        "อดีตผู้นำจีนเหมาเจ๋อตงได้เคยกล่าวทักทายศรีบูรพาไว้ ณ บริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมินว่าเป็น "ไท่กว๋อเตอะหลู่ซิ่น" หรือ "หลู่ซิ่นแห่งประเทศไทย" นั่นเอง"

        "รู้ได้อย่างไร" มิตรชาวจีนผู้นั้นแสดงความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับกรณีการเรียก "ศรีบูรพา" โดยเทียบเคียงกับ "หลู่ซิ่น" ซึ่งชาวจีนให้ความนับถือกันสูงส่งในฐานะนักประพันธ์เพื่อประชาชน

        เกี่ยวกับเรื่องนี้ เคยถามชนิด สายประดิษฐ์ก็ได้คำตอบว่า "คงจะใช่" แต่เมื่อได้มีโอกาสพูดคุยกับ "อู๋ตง"ก็ได้คำตอบที่ชัดเจนว่า

        เกี่ยวกับคำกล่าวที่ว่า "ไท่กว๋อเตอะหลู่ซิ่น" หรือ "หลู่ซิ่นแห่งประเทศไทย" ที่ประธานเหมาเจ๋อตงพูดนั้นมีที่มาคือ บนหอทวารจัตุรัสเทียนอันเหมินในวันชาติจีน ขณะนั้นเป็นตอนกลางคืน เขาให้แต่หัวหน้าคณะฯ ประเทศต่างๆ ขึ้นไปบนหอชั้นบนเพื่อพบกับประธานเหมาเจ๋อตง ส่วนแขกต่างประเทศอื่นๆ จะนั่งชมดอกไม้ไฟบริเวณบนเชิงเทินชั้นล่างหรือ "ก๋วนลี่ไถ" พอสักประเดี๋ยวคุณสนาน แซ่ลิ้ม หรือ "หลิน ซาหนาน" ซึ่งเป็นล่ามในเวลานั้นได้ลงมาบอกเราด้วยความดีใจว่า "ประธานเหมาเรียกคุณกุหลาบว่า ไท่กว๋อเตอะหลู่ซิ่น เพราะคำพูดทุกอย่างของประธานเหมาในฐานะผู้นำจีนจะต้องมีการบันทึกเอาไว้ และผมก็ได้เห็นการบันทึกนี้แล้ว"

        คุณสนานเล่าว่าประธานเหมาเจ๋อตงได้กล่าวไว้มีความว่า

        ผมทราบว่าผู้คนเขาว่าคุณเป็น "หลู่ซิ่นแห่งประทศไทย"  

        ("หว่อทิงต้าเจียซัวหนี่สื้อไท่กว๋อเต๋อหลู่ซิ่น"-ผู้เขียน)

        และคุณสนานยังเล่าอีกว่าประธานเหมากล่าวแนะนำ "ศรีบูรพา" ต่อผู้อื่นว่า

        ท่านผู้นี้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย (เจ้เกอสื้อไท่กว๋อเหวินฮว่าเจียวหลิวไต้เปี่ยวถวนจ่าง)

        เกี่ยวกับกรณีคำกล่าวสำคัญของอดีตผู้นำจีนต่อ "ศรีบูรพา" นี้ เคยมีเพื่อนชาวจีนถามผู้เขียนมากกว่าหนึ่งครั้ง และผู้เขียนก็มักจะนำเอาคำบอกเล่าของ สุชาติ ภูมิบริรักษ์ และ สมบูรณ์ วรพงษ์ ที่อ้างไว้ในหนังสือไปอ้างต่ออีกที เพิ่งมาได้คำตอบล่าสุดที่ชัดเจนเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๔๗ จาก "อู๋ตง" ผู้ให้ความนับถือ "ศรีบูรพา" ในฐานะ "มิตรที่ดีที่สุด" ผู้หนึ่ง

        การสนทนากับมิตรชาวจีนเรื่อง "ข้างหลังภาพ" ในวันนั้นยังไม่จบ ผู้เขียนยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่มิตรชาวจีนผู้นั้นไปว่าภาพยนตร์เรื่องนั้นผู้สร้างและกำกับการแสดงคือ เชิด ทรงศรี และหนึ่งในผู้มีบทบาทอยู่เบื้องหลังการขัดเกลาภาษาจากผลงานประพันธ์ของ "ศรีบูรพา" เป็นภาษาจีนอีกผู้หนึ่งนั้นก็คือชาวจีนนาม "เหอสี่หลิง" หรือชื่อไทยว่า "พิศศรี ห่อเพชรพลอย" เจ้าหน้าที่ผู้ประกาศหญิงแห่งภาคภาษาไทยของสถานีวิทยุซีอาร์ไอหรือ China Radio International ปักกิ่ง ซึ่งเป็นสถานีวิทยุนานาชาติของจีนนั่นเอง

        นอกจากนั้นผู้เขียนยังเล่าชีวประวัติ "ศรีบูรพา" ไปให้ฟังพอหอมปากหอมคอ เพื่อให้รู้จักนักประพันธ์ของไทยท่านนี้มากขึ้น

        ภาพยนตร์เรื่อง "ข้างหลังภาพ" นั้นคลาสสิค เนื้อหามีความเข้าใจมนุษย์ และเต็มไปด้วยความหมายของการเรียกร้องสิทธิมนุษยชน ผิดกับลีลาของ "หลู่ซิ่น" ซึ่งมักจะเต็มไปด้วยการวิพากษ์วิจารณ์สังคมอย่างรุนแรง

        มิตรชาวจีนผู้นั้นยังวิพากษ์วิจารณ์เปรียบเทียบผลงานของ "ศรีบูรพา" กับ "หลู่ซิ่น" ต่อไป

        "ลองไปหาหนังสือเล่มอื่นของศรีบูรพาที่แปลเป็นภาษาจีนแล้วมาอ่าน เช่น "แลไปข้างหน้า" แล้วคุณอาจเห็นว่ามีลีลาที่แตกต่าง" ผู้เขียนแนะนำ

        จากเสียงสะท้อนเกี่ยวกับภาพยนตร์ซึ่งมาจากผลงานของ "ศรีบูรพา" เรื่องหนึ่ง และอีกหลายกระแสจากนักวิชาการต่างชาติที่มักจะหยิบยกจากเรื่อง "ข้างหลังภาพ"ทำให้ผลงานเรื่องนี้เกือบเป็นสัญลักษณ์แทนตัวของ "ศรีบูรพา" ไปแล้ว เพราะอาจไม่มีโอกาสได้ศึกษาผลงานเรื่องอื่นเพิ่มเติมด้วยข้อจำกัดหลายประการในต่างประเทศนั่นเอง

        "ศรีบูรพา" และ สุชาติ ภูมิบริรักษ์ ยังอยู่ในกรุงปักกิ่งภายใต้การดูแลของรัฐบาลจีน ไม่ต้องถูกส่งตัวไป เปลี่ยนแปลงความคิด เหมือนชาวจีนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ เพราะเป็นแขกเมืองผู้มีเกียรติของรัฐบาลจีน แต่ อู๋ ตง ซึ่งในขณะนั้นเป็นหัวหน้ากองปฏิคมของสมาคมวัฒนธรรมวิเทศสัมพันธ์แห่งประเทศจีนผู้ซึ่งต้องไปใช้แรงงานในชนบทเหมือนปัญญาชนคนอื่นๆ ในประเทศได้เล่าว่า

        ผมเองก็ถูกส่งไปใช้แรงงานในชนบท

        สุชาติ ภูมิบริรักษ์ เสริมเรื่องนี้ว่า

        "ตอนที่คุณอู๋ตงถูกเอาตัวไปใช้แรงงานในชนบทนั้นไม่ได้เจอกับเราเป็นเวลานาน  ศรีบูรพา ถามถึงว่า อู๋ตงเป็นอย่างไรบ้าง เราก็เล่าให้ท่านฟังว่า อู๋ตงถูกจับตัวไปกักขังแล้วเพื่อสอบสวน  ต่อมาระยะหนึ่ง ศรีบูรพาก็ถามถึงอีกว่า ได้ข่าวคุณอู๋ตงไหม ผมบอกว่าไม่ได้ข่าว"

        "ศรีบูรพา" ได้พูดถึงความรู้สึกเกี่ยวกับอู๋ตงว่า "เรื่องภายในของจีน ผมไม่รู้ว่าคุณอู๋ตงมีส่วนทำอะไรผิด-ถูกอย่างไร ผมรู้แต่ว่า คุณอู๋ตงเป็นคนดี"

        เรื่องนี้ตรงกับข้อเขียนของ "ลิลลี่" ภรรยา สุชาติ ภูมิบริรักษ์ จากบทความเรื่อง เมื่อหลานรำลึกถึงคุณลุงกุหลาบ สายประดิษฐ์ ในหนังสือพิมพ์ สยามรัฐ ฉบับลงวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๗ ที่ว่า

        "ในระหว่างนั้นประเทศจีนมีการ "ปฏิวัติวัฒนธรรม"  เพื่อนจีนเก่าๆ ที่สนิทสนมไปมาหาสู่กับท่านต่างก็ถูกเล่นงานตามๆ กัน บ้างก็ถูกกักขัง บ้างก็ถูกส่งไป "รับการศึกษา" ในชนบท  คุณลุงกุหลาบเป็นห่วงชะตากรรมเพื่อนจีนเหล่านั้นมาก พบกับพวกเราทีใด ท่านมักจะถามถึงคนนั้นว่าเดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร สบายดีหรือเปล่า คนนี้ถูกเขาเล่นงานบ้างไหม เขายังให้ทำงานที่เดิมหรือไม่ เป็นต้น  บุคคลที่ท่านถามถึงมากที่สุดก็คือ คุณชิวจี๋ อธิการบดีมหาวิทยาลัยต่างประเทศปักกิ่ง และคุณ อู๋ตง ในระยะนั้นประเทศจีนสับสนอลหม่านมาก..."

        อู๋ ตง ได้ย้อนระลึกเรื่องนี้ในฐานะที่เป็นผู้หนึ่งที่ถูกส่งตัวไป ใช้แรงงาน ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมในชนบทว่า

        "ตอนนั้นพอดีผมต้องไปชนบท เมื่อกลับมาเพื่อรักษาตัว ปรากฏว่ามีอยู่วันหนึ่งมีรถเก๋งยี่ห้อที่ดีที่สุดในจีนเวลานั้นคือรถ "หงฉี" เขาส่งมารับตัวผม เมื่อผมเห็นรถแล้วก็รีบปฏิเสธไปว่า "ผมไม่มีศักดิ์ศรีอะไรที่จะนั่งรถคันนี้ได้ ที่ผมพูดเช่นนั้นก็เพราะว่ารถชนิดนี้ในจีนเวลานั้นเป็นรถประจำตัวสำหรับผู้มีฐานะระดับรัฐมนตรีหรือเทียบเท่ารัฐมนตรีเท่านั้น แต่ตอนนั้นผมยังเป็น "นักโทษ" อยู่  ผู้ที่ไปรับผมเขาตอบว่า "คุณนายกุหลาบบอกให้มารับ"

        ในที่สุดเพราะชื่อของคุณชนิด สายประดิษฐ์ ภริยาของศรีบูรพาทำให้ผมยอมไป  แต่ปรากฏว่าเขาส่งผมไปที่ "ป๊าเป่าซาน" ซึ่งเป็นสุสานใหญ่ในกรุงปักกิ่ง ทำให้ผมคิดแว้บว่าศรีบูรพาคงเสียชีวิตแล้ว...

        อู๋ ตงเล่าถึงตอนนี้ด้วยน้ำตาคลอเบ้าด้วยความสะเทือนใจ เขาพูดต่อไปว่า

        "เมื่อไปถึง ผมก็รีบเอ่ยปากขออภัยศรีบูรพาในขณะรดน้ำศพ และกล่าวกับท่านว่า "ถ้าผมยังทำงานอยู่ จะไม่ทอดทิ้งท่านอย่างนี้"  แล้วเขาก็หันมาพูดกับผู้เขียนว่า คุณกุหลาบจะไม่เสียชีวิต ผมรับรอง...!"

        ช่วงชีวิตของ "ศรีบูรพา" ในระหว่างที่นอนพักรักษาตัวอยู่ในประเทศจีนนั้น ชนิด สายประดิษฐ์ ภริยาได้ให้สัมภาษณ์สถานีวิทยุซีอาร์ไอ ปักกิ่ง ภาคภาษาไทยในรายการ "ปั่นจักรยานชมจีน" โดย สุธาทิพย์ โมราลาย เมื่อครั้งที่ "ศรีบูรพา" ได้รับการยกย่องเป็น "บุคคลดีเด่น" จากองค์การยูเนสโก้ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๗ ว่า

        "สำหรับตอนที่ศรีบูรพาป่วยในโรงพยาบาลเซียนเหอนั้นได้รับการรักษาเป็นอย่างดี  ตอนนั้นโรงพยาบาลยังไม่ได้สร้างใหม่ ดิฉันยังได้พบท่าน "ปูยี" หรือจักรพรรดิปูยี ("ผู่หยี"-ผู้เขียน) ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีนที่มารักษาตัวที่นั่นด้วย  ทางจีนก็ให้เกียรติดูแลเป็นอย่างดี ไม่ใช่ว่าตกแท่นแล้วก็ไม่ดูแล ดูถูกเหยียดหยามหรือลงโทษอะไร

        "ส่วนท่าน "ปูยี" นั้นก็ไม่ได้อวดอ้างตัวเอง และไม่มีใครมาหา  แต่ทีนี้มีแขกคนหนึ่งมาหาท่าน "ปูยี" เป็นผู้เฒ่าคนหนึ่ง ซึ่งจะต้องเดินผ่านห้องคุณกุหลาบ  ดิฉันเห็นเขาโค้งคำนับแบบจีนเก่า ดิฉันก็แปลกใจ เพราะปัจจุบันไม่มีการแสดงความเคารพแบบนั้นอีกแล้ว ก็เลยถามพยาบาลว่าใคร ได้รับคำตอบว่า "จักรพรรดิองค์ที่แล้ว" ทางจีนเอื้ออารีมากที่ดูแลเป็นอย่างดี

    อ่านต่อ