คืออิสสรชน
คือคนดี
คือศรีบูรพา

ยินดีต้อนรับ
บุคคลทั่วไป | ล็อกอิน
  • เกี่ยวกับกองทุนศรีบูรพา
  • คณะกรรมการกองทุนฯ
  • รางวัลศรีบูรพา
  • นักเขียนรางวัลศรีบูรพา

  • "พวกลูกเต้าของเราเอง เลือดที่มาจากเลือดของเรา ได้พากันออกสู่โลกในนามของความยุติธรรมเพื่อคนทั้งหมด เพื่อประโยชน์แก่พวกท่านทั้งหมด และเพื่อบุตรของพวกท่านที่ยังไม่เกิด..."
    (แม่)

    กุหลาบแกร่งในชีวิต "ศรีบูรพา"

    ไพลิน รุ้งรัตน์

     

    เบื้องหน้าข้าพเจ้าคือป้ายสีทองที่มีตัวหนังสือลายมือเขียนไว้ชัดเจนว่า "บ้านศรีบูรพา" และมีตราสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เมื่อมองลอดประตูรั้วเข้าไปในบ้าน ก็เห็นบ้านตึกทรงฝรั่งหลังเล็กๆ สีนวล-ขอบน้ำตาล ตั้งเยื้องไปทางด้านหลังของพื้นที่บ้าน ปล่อยเนื้อที่ด้านหน้าไว้ให้เป็นความเย็นรื่นโดยการแผ่ร่มใบของต้นมะม่วงและต้นไม้อื่นจำนวน ๔-๕ ต้น

        "นี่แหละเรือนหอของศรีบูรพา และพิพิธภัณฑ์นักเขียนนามศรีบูรพา"

        ข้าพเจ้าบอกตัวเองขณะย่างเท้าเข้าไปในบ้าน สุนัขตัวใหญ่อารมณ์ดี แต่ต้องมีปลอกคอโซ่ล่ามกันเผลอวิ่งออกมาทักทาย  ผู้ที่ออกมาต้อนรับพาไปจนถึงระเบียงบ้านด้านซ้ายที่เห็นได้ว่าต่อเติมขึ้นใหม่ ที่นั่นเองข้าพเจ้าได้พบ "คู่ทุกข์คู่สุข" ของ "กุหลาบ สายประดิษฐ์"  คุณชนิด สายประดิษฐ์ ศรีภรรยาของนักประพันธ์ผู้ได้รับการประกาศเกียรติให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก โดยองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมของสหประชาชาติ (ยูเนสโก) หญิงผู้นี้ที่ข้าพเจ้าเห็นตรงหน้า ปัจจุบันอายุ ๙๑ ปีแล้ว แต่ความสง่างามยังคงอยู่  สิ่งที่โดดเด่นที่สุดเป็นรอยยิ้มบนใบหน้าและดวงตาโอบอ้อมอารีกึ่งสำรวจ

        "มาแล้ว คนขยัน"

        น้ำเสียงยังอ่อนใสหวานกังวานอ่อนกว่าอายุมากนัก

        เส้นผมสีขาวตรงทรงบ๊อบให้ความรู้สึกถึงความขรึมขลัง และความอ่อนเยาว์พร้อมกัน  ข้าพเจ้ามองไปรอบๆ ห้องที่ก้าวเข้าไป มันคือห้องที่จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ "กุหลาบ สายประดิษฐ์" (ศรีบูรพา) มีชุดรับแขกเล็กๆ อยู่ด้านหน้า  กลางโต๊ะรับแขกมีดอกบัวแย้มบานสวยสดเหมือนธรรมชาติ ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี พระราชทานมา ปักอยู่ในแจกันขาวงามสง่าอยู่บนผืนกำมะหยี่สีแดง และมีโต๊ะทำงานไม้สักใหญ่กว้างตั้งเด่นเป็นสง่า ราวกับจะกั้นระหว่างโลกของคนปัจจุบันกับโลกของอดีต  ข้าพเจ้านึกรู้ทันทีว่านั่นคือ โต๊ะทำงานของ กุหลาบ สายประดิษฐ์  มีพิมพ์ดีดเก่าขรึมตั้งอยู่ ๑ เครื่อง แวบหนึ่งนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกราวกับว่าโต๊ะนั้นมีชีวิต  ชีวิตความเคลื่อนไหวแห่งการเขียนหนังสือของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ปรากฏอยู่  ใครหนอที่บัดนี้อาจกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะนั้นเพื่อมองดูเรา  อาจจะเป็น ม.ร.ว. กีรติ จาก ข้างหลังภาพ หรือ ระพินทร์ ยุทธศิลป์ จาก สงครามชีวิต หรือจะเป็น โกเมศ จากจนกว่าเราจะพบกันอีก จันทา โนนดินแดง จาก แลไปข้างหน้า ใครกันหนอ  ใครจากตัวหนังสือเหล่านี้ที่มองเราอยู่

        นอกจากโต๊ะเขียนหนังสือแล้ว รอบๆ ห้องนั้นยังเป็นตู้หนังสือที่รายเรียงไปด้วยหนังสือของ "กุหลาบ สายประดิษฐ์" และ "ศรีบูรพา" หรือในนามปากกาอื่นๆ  ทั้งที่พิมพ์ครั้งเก่าและพิมพ์ครั้งใหม่  บางเล่มสีน้ำตาลของกระดาษเนื้อในและความเข้มขรึมของสีปก บ่งบอกให้รู้ว่าหนังสือเหล่านั้นมีอายุเกินครึ่งชีวิตของผู้ประพันธ์  ชีวิตและจิตวิญญาณจากตัวหนังสืออวลอุ่นอยู่ทั่วห้อง  นี่คือห้องสมุด "ศรีบูรพา" "ห้องทำงาน" "กุหลาบ สายประดิษฐ์" หรือจะเรียกว่าอะไรก็ตาม  มันคือสถานที่แห่งความรักและระลึกถึงคนที่เป็นดั่งกุหลาบงามในดวงใจของนักอ่าน  เขาคือนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ เขาคือนักหนังสือพิมพ์ผู้ยืนหยัด เขาคือคนดีมีอุดมคติ เขาคือนักต่อสู้เพื่อความถูกต้อง เพื่อคนส่วนมาก และเพื่อความดีงามของสังคม และของมนุษยชาติ เขาคือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ "ศรีบูรพา" ผู้ที่  ณ วันนี้ ยูเนสโก ประกาศยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก และให้ถือว่างานฉลองครบรอบชาตกาล ๑๐๐ ปี ในวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นงานที่ยูเนสโกร่วมฉลองด้วย

    ชนิด สายประดิษฐ์

        คุณชนิด สายประดิษฐ์ คู่ชีวิต คู่ทุกข์-คู่ยาก คู่รัก-คู่สุข ของ คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ นั่งลงให้สัมภาษณ์ที่เก้าอี้รับแขก นัยน์ตาที่ยังความแจ่มใสคู่นั้นสะท้อนความแกร่งชีวิตให้เห็นเป็นระยะๆ มีหนังสือหลายเล่มที่เตรียมไว้สำหรับให้ข้าพเจ้าได้เห็นรายละเอียดในความเป็น กุหลาบ สายประดิษฐ์

        เสียงเล่านั้นอ่อนเบา แต่ก็ยังคงความแจ่มใส ความทรงจำยังดีเยี่ยม เรื่องเล่ายังพรั่งพรู ราวกับว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้

     

    พบรักและแต่งงานกัน

    คุณชนิด ปริญชาญกล เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๖ มีบ้านพักอาศัยอยู่บริเวณรองเมือง  เป็นบุตรีของขุนชาญรถกล ทำงานกรมรถไฟ และ นางเขียว ปริญชาญกล เป็นลูกคนโตสุด มีพี่น้อง ๖ คน บิดาเสียชีวิตเมื่อเรียนอยู่ชั้นมัธยม แต่เนื่องจากมารดาเป็นผู้หญิงเก่ง แม้จะไม่ได้เรียนหนังสือ จึงเปิดร้านขายของสารพัดอย่างเลี้ยงดูลูกและส่งเสียให้เรียนหนังสือ  คุณชนิดจบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๗ สมัยนั้นคณะอักษรศาสตร์ยังไม่เปิดหลักสูตรปริญญา

        คุณชนิดเล่าว่า "แม่เป็นคนเก่งเรื่องการค้า ทั้งที่อ่านหนังสือไม่ออก  ก็ใช้ให้ดิฉันเป็นคนอ่านสัญญาอะไรต่างๆ ให้ฟัง แล้วก็เอาไปศึกษา แล้วจึงเซ็นชื่อ อะไรทำนองนี้"

        "แม่ทำการค้าอย่างนี้ ไม่อยากให้คุณชนิดเรียนบัญชีหรือคะ"

        "ไม่ค่ะ" หัวเราะ "แม่ใจกว้างมาก ท่านตามใจ"

        "แล้วทำไมถึงเลือกเรียนอักษรศาสตร์ล่ะคะ"

        "สมัยก่อนผู้หญิงก็ต้องเรียนทางครู  ตอนนั้นที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ นี่ก็เรียนแล้วได้เป็นครู..."

        "แปลว่ารุ่นเก่ามาก"

        "ใช่"

        "ไม่ทราบสมัยนั้น ใครมาเป็นอาจารย์สอนบ้างคะ"

        "อาจารย์มีชื่อเสียงทั้งนั้น อย่าง ท่านวรรณ (ม.จ. วรรณไวทยากร วรวรรณ ภายหลังได้รับพระราชทานพระอิสริยยศเป็น พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ผู้สัมภาษณ์) พระยาอุปกิตศิลปสาร หลวงวิจิตรวาทการ  พระราชธรรมนิเทศน์ก็มาสอน ท่านผู้ใหญ่ทั้งนั้น อ้อ...ต่อมาก็มีอาจารย์หนุ่ม ม.ล. ปิ่น มาลากุล ท่านผู้นี้คล้ายจะเป็นอาจารย์ประจำชั้นใกล้ชิดกับศิษย์ เมื่อดิฉันมีลูกคนแรกก็มาเยี่ยมถึงบ้าน"

        "ไปเรียนที่อักษรศาสตร์แล้วจึงสนใจเรื่องการแปลหรือคะ"

        "ไม่เชิงค่ะ สนใจมาก่อนหน้านั้น... เคยไปเรียนตอนค่ำที่สำนักรวมการสอนรวมการแปลมาก่อน เคยเจอคุณกุหลาบเพราะคุณกุหลาบเป็นครูสอนภาษาอังกฤษอยู่ในคณะ "รวมการสอน" ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนรองเมือง ใกล้บ้าน  ตอนนั้นดิฉันยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมที่โรงเรียนสายปัญญา"

        จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๗ คุณกุหลาบเริ่มไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในคณะ "รวมการสอน" และไปเป็นนักเขียนในคณะ "รวมการแปล"  ทั้งสองคณะนี้มีนายแตงโม วันทวิมพ์เป็นเจ้าของ และมีนายโกศล (บุญเติม) โกมลจันทร์ เป็นผู้อำนวยการ  สำนักงานตั้งอยู่ที่ถนนรองเมือง

        ประมาณ พ.ศ. ๒๔๗๕ ขณะกำลังเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ คุณชนิดก็ได้พบกับคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ อีกคุณชนิดเล่าว่า

        "ก็ชอบอัธยาศัยกัน ตอนที่คบหากัน ไปเที่ยวไหนด้วยกัน  ดิฉันก็เอาน้องไปด้วย...ครั้งหนึ่ง คุณฉุน ประภาวิวัฒน์ เพื่อนนักเขียนของคุณกุหลาบ เคยเอาไปเขียนเล่าไว้บอกว่า เคยไปเที่ยวสวนด้วยกัน และคุณฉุนก็ไปด้วย  ผู้หญิงกับผู้ชายสมัยก่อนไปไหนมาไหนก็ต้องมีคนไปด้วย กันคนครหา"

        "คบกันอยู่นานไหมคะ"

        "ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ ถึง ๒๔๗๘ ประมาณ ๓ ปี"

        "เล่าเรื่องตอนคบกันให้ฟังบ้างได้ไหมคะ..."

        "ก็ไม่มีอะไร พอคุ้นเคยกัน บางทีเขาก็ชวนดิฉันไปที่สำนักงานของเขาบ้าง  ตอนนั้นเขาเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาชาติ ก็เลยได้มีโอกาสได้เห็นการทำงานของเขา  ไปสำนักงานเขา ก็เห็นคนเขาก็เชื่อถือ  บางทีฟังเขาสั่งงาน ก็รู้สึกว่าเขาเป็นคนดี มีความรู้ความสามารถ  บางเย็นเขาก็ชวนไปกินข้าว  ครั้งหนึ่งไปเจอท่านวรรณ ท่านเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ประชาชาติ  ดิฉันก็เก้อๆ เพราะตอนนั้นท่านเป็นอาจารย์สอนที่จุฬาฯ"

        "ท่านจำคุณชนิดได้ไหมคะ"

        (หัวเราะ) "ท่านจำได้"

        คุณชนิดเสริมถึงเรื่องการพบรักกับคุณกุหลาบว่า "คงจะเกิดจากความสนใจในการทำงานและท่วงทีติดต่อกับเพื่อนร่วมงาน  คุณกุหลาบอายุมากกว่าดิฉัน ๘ ปี แล้วก็เคยสอนพิเศษด้วย  ต่อมาก็มีการสู่ขอกันแล้ว ถือว่าหมั้นกัน  ช่วงนั้นรู้สึกว่าดีมาก  ท่านวรรณก็พาไปโน่นไปนี่เพื่อให้รู้จักชีวิตในรูปแบบต่างๆ  พาไปเลี้ยงข้าวเหลา พาไปสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษ ไปสวนสราญรมย์  สมัยนั้นมีการจัดงานเต้นรำบ่อยๆ  ท่านวรรณโปรดคุณกุหลาบ ตอนนั้นทำอยู่ประชาชาติเขียนหนังสือแล้ว ทำหนังสือมาก่อนแล้ว  ท่านให้เงินเดือนสูง  คุณกุหลาบเป็นคนประหยัดมาก ใช้สอยอะไรก็ประหยัด ก็เก็บเงินสร้างบ้านนี่ได้"

        คุณชนิดชี้ไปที่บ้าน "ตอนนั้นใช้เงินไม่มากค่ะ คุณกุหลาบเก็บเงินไว้ส่วนหนึ่งแล้วก็ขอยืมเขาอีกส่วนหนึ่ง เป็นบ้านที่แข็งแรงมาก  ส่วนที่สร้างทีหลังนี่ยังสู้ไม่ได้เลย"

        "ที่ดินกี่ตารางวาคะ"

        "๒๘๐  อันที่จริง เมื่อท่านวรรณประทานให้ ท่านให้ ๓๐๐ กว่าตารางวา  ท่านเขียนไว้ที่หน้าโฉนดเป็นเค้า แต่พอมาวัดเข้าจริงเหลือ ๒๘๐ ตารางวา"

        ในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ได้แต่งงานกับคุณชนิด ปริญชาญกล  นอกจากจะประทานที่ดินในซอยพระนางให้ปลูกเรือนหอแล้ว  ม.จ. วรรณไวทยากร วรวรรณ (พระอิสริยยศในสมัยนั้น) ยังจัดงานแต่งงานให้ที่วังเพลินจิตอีกด้วย  คุณชนิดเล่าว่า

        "ท่านมีเมตตาต่อคุณกุหลาบมาก  ท่านจัดการเรื่องการแต่งงานให้ แล้วก็เชิญบุคคลสำคัญๆ มางานด้วย..."

        "ตอนนั้นคุณชนิดทำงานอะไรคะ"

        "หลังเรียนจบแล้วก็ไปสอนที่โรงเรียนฝึกหัดครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ ตรงราชเทวี  ต่อมาก็ย้ายไปสอนที่วิทยาลัยครูสวนสุนันทา ไปสอนทางคำนวณ  สมัยนั้นเขาหาผู้หญิงสอนคำนวณไม่ค่อยได้..."

        "แปลหนังสือไปด้วยไหมคะ"

        "ก็แปลไปด้วย ความจริงแปลตั้งแต่ก่อนออกจากมหาวิทยาลัย  เริ่มต้นที่ เจนแอร์ ที่คุณมาลัย ชูพินิจ ตั้งชื่อเรื่องให้ด้วยว่า ความรักของ เจน แอร์  แล้วก็แปลสืบเนื่องเรื่อยมา แปลลงในประชาชาตินะคะ ส่งทีละตอน เป็นรายสัปดาห์ค่ะ..."

        "ไม่ทราบนามปากกาจูเลียตมาจากไหน"

        "คุณกุหลาบตั้งให้ค่ะ"

        "ชีวิตหลังแต่งงานเป็นอย่างไรบ้างคะ"

        "ก็ดีนะคะ ในซอยนี้ (หมายถึงซอยพระนาง) มีแต่เพื่อนบ้านดีๆ  มีศูนย์กลางอยู่ที่เสด็จพระนางเธอลักษมีลาวัณ (พระขนิษฐา ม.จ. วรรณไวทยากร) บ้านพวกเจ้านายวรวรรณก็อยู่ในนี้  เป็นชีวิตที่ดี มีความสุข เจ้านายก็ไม่ถือพระองค์  ที่รวมศูนย์สำหรับเจ้านายพี่น้องวรวรรณก็คือ ตำหนักท่านหญิงวรรณีศรีสมร เรามักไปนั่งฟังเขาคุยกันหรือไปเยี่ยมท่าน  ตอนนั้นท่านหญิงบรรเจิดวรรณวรางค์ท่านตัดเย็บเสื้อผ้าชุดแต่งงานให้ดิฉัน ก็เลยได้ใส่เสื้อสวย"

        

    เผชิญทุกข์และคุกครั้งแรก

    ชีวิตคู่ของคนทั้งสองเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ชีวิตการทำงานของคุณกุหลาบกลับทำท่าตรงกันข้าม  คุณชนิดเล่าว่า

        "นายกรัฐมนตรีสมัยนั้นฉลาด พอขึ้นมามีอำนาจก็เชิญท่านวรรณไปเป็นที่ปรึกษา  เพราะฉะนั้น เวลาที่มีการเขียนอะไรตรงไปตรงมา ท่านวรรณก็จะทรงบอกอย่างเกรงใจว่า ขอให้เบาๆ หน่อย  ท่านทรงขอร้องถึงครั้งสองครั้ง พอครั้งที่สามบังเอิญหนังสือพิมพ์อาซาฮีของญี่ปุ่นเขาเชิญไปดูงาน ๖ เดือน คุณกุหลาบก็มาปรึกษาดิฉันว่า เวลานี้ทำงานด้วยความอึดอัดใจ เพราะเป็นปากเสียงให้ประชาชนไม่สะดวก เรียกว่าไม่ได้ทำตามที่เราเป็น ไม่ได้ทำตามอุดมการณ์  ไปญี่ปุ่นนี่คิดว่าจะหลบไปจากการเป็นบรรณาธิการ  ก็มอบให้คุณมาลัย ชูพินิจเป็นบรรณาธิการ แล้วก็ไปญี่ปุ่น  ตอนไปท่านวรรณท่านก็ยังไปส่ง ประทานพวงมาลัย แล้วก็ยังติดต่อให้ไปอยู่บ้านพักของน้องชายท่านคือ ม.จ. ฉันทนากร วรวรรณ ซึ่งกำลังทรงศึกษาต่อที่นั่น ทำให้มีที่อยู่เรียบร้อย  ท่านยังดูแลดีอย่างเดิม ให้เงินเดือนด้วยนะคะ พอใช้อย่างประหยัดสำหรับที่นั่น..."

        "ตอนนั้นคุณชนิดไม่ได้ไป"

        "ไม่ได้ไป ตอนนั้นยังสอนหนังสืออยู่  เขาไม่ได้เชิญเราด้วยนี่คะ ตอนนั้นคุณกุหลาบก็จัดการให้เสร็จ ให้พี่สาวกับแม่ขายบ้านแถวสวนจิตร คือมีบ้านเล็กๆ อยู่ที่ใกล้ๆ สวนจิตร แล้วก็มาอยู่เป็นเพื่อนดิฉัน  ดิฉันก็อยู่สะดวกสบาย พอกลับมา คุณกุหลาบก็ไม่ขอเป็นบรรณาธิการแล้ว แต่ยังเป็นกรรมการที่ปรึกษา ไปบ้างเป็นบางครั้ง ไม่ต้องนั่งประจำ ก็เลยมีเวลาเขียนเรื่องข้างหลังภาพ แล้วก็เขียนเรื่องอื่นๆอีก เรียกว่ามีโครงการเป็นของตนเองได้"

        "ทำอะไรคะ ที่เป็นโครงการของตนเอง"

        "เรียนธรรมศาสตร์ไปด้วย จึงไปสอบกฎหมายจนกระทั่งจบเป็นธรรมศาสตรบัณฑิต  ต่อมาก็มีเหตุอีก ปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ทหารก็ไปล้อมวังท่านวรรณอีก คุณกุหลาบไม่ได้นั่งประจำแล้วนะคะ แต่เชื้อไม่ทิ้งแถวเสือไม่ทิ้งลาย ไม่รู้จะเป็นเพราะงานเขียนชิ้นไหนหรือเปล่า แต่คงไม่ใช่เพราะชิ้นใดชิ้นหนึ่งหรอก คงเป็นเพราะแนวโน้มจะขัดขืนต่อต้านรัฐบาลมากกว่า  ท่านวรรณก็เรียกมาหมดเลย บรรณาธิการ กรรมการที่ปรึกษาทั้งหมด ให้มาพบทหารด้วยกัน  ทั้งหมดก็เลยถือโอกาสลาออก เพราะเดิมจะลาออกก็เกรงใจท่าน ท่านทรงก่อตั้งหนังสือพิมพ์มา  พอลาออกกันหมด ท่านก็ทรงหาคนใหม่มาทำ แต่คนก็หมดความนิยมไป..."

        "ปี พ.ศ. ๒๔๘๑ คุณกุหลาบก็เลยมาทำสุภาพบุรุษ ประชามิตร"

        "เริ่มจากบริษัทไทยวิวัฒน์ที่มี นายวรกิจบรรหาร กับคุณชลอ รังควร เป็นเจ้าของ และมีคุณสนิท เจริญรัฐกับเพื่อนๆ รวมทั้งคุณกุหลาบด้วย ตั้งหนังสือพิมพ์ประชามิตร ขึ้นมาก่อน  จากนั้นก็ออกสุภาพบุรุษ อีกฉบับ  คราวนี้คุณกุหลาบเป็นบรรณาธิการเอง"

        "พอมาทำ ประชามิตร สุภาพบุรุษ แล้วเป็นอย่างไรบ้างคะ"

        "ก็เป็นสมัยมาลานำไทยไปสู่มหาอำนาจอีกนั่นแหละค่ะ  ดิฉันไม่เข้าใจเหมือนกันว่าหมวกมันจะนำไทยไปสู่มหาอำนาจได้อย่างไร แล้วยังให้เลิกนุ่งโจงกระเบน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ของเรา  คนแก่คนเฒ่า จะยากดีมีจนแค่ไหน จะไปตลาดก็ต้องหาหมวกใส่ ไม่เช่นนั้นเข้าตลาดไม่ได้  ก็เดือดร้อนกันไปหมด  ขึ้นรถเมล์ก็ไม่ได้  แล้วบ้านเราลมมันก็แรง พอใส่หมวกมันก็ปลิว ยุ่งกันไปหมด  คนทำหนังสือก็เขียนค้านไปเรื่อยๆ  รวมทั้งเรื่องผู้นำประเทศคิดรื้อฟื้นเรื่องบรรดาศักดิ์ขึ้นมา ก็เขียนคัดค้านกันจนตกไป

        "ต่อมาคุณกุหลาบก็ได้เขียนบทความเรื่อง "เบื้องหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕" รวมทั้งหมด ๑๖ ตอน ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษ ระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๔ กระทบกระเทือนจนถึงขนาดที่รัฐบาลโต้ตอบทางสถานีวิทยุกระจายเสียงไทยถึง ๔ ครั้ง ผ่านนายมั่น นายคง ที่เป็นนามแฝงของโฆษกวิทยุ  และต่อมาก็มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อกันให้รัฐบาลสอบสวนกรณีที่มีผู้ใช้วิทยุของรัฐบาลก่อการวิวาทกับเอกชน เช่น หนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษ

        "หลังจากนั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นคนฉลาด นุ่มนวล และเคยรู้จักกับคุณกุหลาบ ก็เขียนจดหมายมาหาอย่างเป็นกันเอง คุณกุหลาบเขียนไว้ในคำนำ เบื้องหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ เองว่า ตอบไปว่า

    แม้จะมีความผูกพันฉันไมตรี นับถือกันอยู่ก็ดี แต่ตราบเท่าที่อยู่ในหน้าที่แล้ว เมื่อมีเหตุการณ์สลักสำคัญที่ต้องวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ข้าพเจ้าก็จำเป็นต้องกระทำต่อไป ก็มีทางเหลืออยู่แต่ทางหนึ่งคือ ข้าพเจ้าจะสละตำแหน่งและวางมือจากวงการหนังสือพิมพ์เสีย

    จอมพล ป. ก็เลยเขียนตอบมาอีกในทำนองว่า

        ขอให้ทำต่อไปเถิด...ขอให้เป็นประธานก่อตั้งสมาคมนักหนังสือพิมพ์ไปเถอะ จะไม่คิดร้ายเลย

        "เก็บจดหมายไว้หรือเปล่าคะ..."

        "ความจริงดิฉันเก็บไว้ ตอนไปจีนดิฉันเก็บไว้เรียบร้อย แต่บ้านนี้ถูกน้ำท่วม จดหมายก็เลยเสียหายไป แต่ว่าใจความของจดหมายยังหาอ่านได้ในเบื้องหลังปฏิวัติ ๒๔๗๕"

        "ปี ๒๔๘๕ คุณกุหลาบถูกจับครั้งแรก"

        "ค่ะ คือตอนนั้นมีการแจกใบปลิวโจมตีนโยบายของรัฐบาลจอมพล ป. ที่ให้ญี่ปุ่นยึดครองแผ่นดินไทย และคุณกุหลาบก็เขียนบทความคัดค้านรัฐบาลในเรื่องนี้พอดี ก็เลยถูกจับในข้อหากบฏภายในประเทศ..."

        "กบฏเลยหรือคะ"

        "ค่ะ สมัยนั้นคำนี้น่ากลัวมาก จำได้ไหมคะ ณ เณร ตาละลักษณ์กับพวกอีก ๑๘ คนก็ถูกจับข้อหาเป็นกบฏ แล้วก็ถูกยิงเป้าหลายคน พอได้ยินเข้าดิฉันก็ใจไม่ดี คุณกุหลาบก็คงใจไม่ดีบ้างมั้ง แต่ไม่มีท่าทีตกใจอะไรนัก  ก็อย่างที่คุณกุหลาบได้เขียนไว้ในทินกรณ์น่ะแหละ  พอเขาลั่นกุญแจห้อง เขาก็ริบอิสรภาพเราไปแล้ว แต่อิสรภาพทางใจของเรายังอยู่ อะไรทำนองนี้  ตลอดเวลาที่ถูกจับกุมคุมขัง ก็เอาหนังสือหนังหาไปให้อ่าน  คุณกุหลาบก็ทำงานในห้องขัง มีผลงานส่วนหนึ่งเขียนในช่วงที่ถูกคุมขังอยู่ อย่างเช่น เรื่องของเขา"

        "ขังอยู่นานเท่าไรคะ"

        "ประมาณ ๓ เดือน...ที่สถานีตำรวจพระราชวัง...ใกล้ๆ โรงเรียนราชินี"

        "ตอนนั้นลูกยังเล็กมาก คุณชนิดทำอย่างไรคะ"

        "ต้องเข้มแข็ง ไม่ให้คุณกุหลาบร้อนใจเลยในเรื่องของทางบ้าน  มีแต่ว่าต้องการอะไร เราก็ส่งไปให้ทั้งนั้น"

        "ร้องไห้ไหมคะ"

        "ดิฉันไม่ร้องเลย แล้วก็ไม่เคยร้องด้วย  แล้วก็เข้าใจดีขึ้นด้วย มีแต่สนับสนุน ไม่เคยห้าม ไม่เคยเลยสักคำ  เขามักจะพูดให้ฟังว่า เราทำตามหน้าที่ เราก็ต้องซื่อสัตย์ต่อหน้าที่..."

        "ไม่ห้าม แถมสนับสนุนหรือเปล่าคะ"

        (หัวเราะ) "ก็พูดบ้าง ไม่ต้องกังวลทางบ้าน"

        "เวลาเห็นคุณกุหลาบถูกจับ คุณชนิดรู้สึกโกรธตำรวจไหมคะ"

        "ไม่มี...รู้สึกว่าตำรวจสมัยนั้นมีน้ำใจ ทั้งตำรวจชั้นผู้น้อย ตำรวจชั้นผู้ใหญ่  ตอนที่คุณกุหลาบมีปัญหาเรื่องไม่ได้อาบน้ำ ๓ อาทิตย์ ดิฉันก็ไปบอกหลวงสัมฤทธิ์สุขุมวาท หลวงสัมฤทธิ์ฯ ก็เซ็นมาเลยค่ะ ว่าอนุญาตให้อาบน้ำได้ อาบน้ำแล้วก็เดินเล่น ๔๕ นาทีได้  แปลว่าตำรวจเขาอนุโลม คือเราประพฤติตัวให้ดี มีกำลังใจ ก้มหน้าก้มตาทำงาน เขาก็ดีต่อเรา ไม่มีปัญหาอะไร"

        "คุณชนิดพาลูกไปเยี่ยม"

        "ค่ะ...พาแอ๊ว (พญ.สุรภิน สายประดิษฐ์) ลูกสาวคนโตไปเยี่ยม ตอนนั้นอี๊ด (สุรพันธ์ สายประดิษฐ์) ยังเล็กมาก ยังไม่ถึง ๓ ขวบ  ก็เลยไม่พาไป พอเห็นลูกคุณกุหลาบก็สะเทือนใจ ตอนลูกจะลาต้องหันหลังให้เพราะสะเทือนใจ กลัวน้ำตาจะไหล  ตั้งแต่นั้นมา สั่งไม่ให้เอาลูกไปเยี่ยมอีก"

        คุณกุหลาบถูกขังอยู่เกือบ ๓ เดือน ก็ได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสรภาพ เพราะคดีไม่มีมูล

     

    เผชิญทุกข์ครั้งที่สอง

    หลังจากนั้นบ้านเมืองปั่นป่วน เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีในช่วงสั้นๆ ถึง ๔ คน และท้ายสุดวนกลับมาเป็นจอมพล ป. อีก  สภาวะสงครามทำให้กระดาษแพง สุภาพบุรุษ-ประชามิตรต้องรวมตัวเป็นเล่มเดียวกัน  ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ คุณกุหลาบจึงออกเดินทางพร้อมกับภรรยาไปศึกษาต่อด้านรัฐศาสตร์และการเมืองที่ออสเตรเลีย

        "คุณกุหลาบกับคุณชนิดไปออสเตรเลียกันทั้ง ๒ คน ตอนนั้นลูก ๒ คน อยู่กับใครคะ"

        "อ๋อ ลูกก็อยู่กับป้า พี่จำรัส นิภามาส พี่สาวของคุณกุหลาบ  ตอนนั้นลูกอยู่โรงเรียนประจำอยู่แล้ว  แอ๊วอยู่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ส่วนอี๊ดก็เคยอยู่วัฒนาพักหนึ่ง พอโตก็ย้ายออกมาอยู่กรุงเทพคริสเตียน  อยู่ประจำทั้งสองคน  ส่วนบ้านที่ซอยพระนางก็ให้เขาเช่า ค่าเช่าไม่แพงนัก เพราะอยากได้คนที่เป็นแม่บ้าน ดูแลบ้านดีๆ"

        "คุณกุหลาบเป็นคนไทยรุ่นแรกๆที่ไปออสเตรเลียใช่ไหมคะ "

        "ค่ะ เจ้าคุณศราภัยพิพัฒน์ไปก่อนเรา  ท่านได้ปูทางไว้บ้าง  พวกรุ่นแรกๆ นี่ ถูกเจ้าหน้าที่กรมตรวจคนเข้าเมืองของเขารบกวนอยู่พอควร  คือเขาไม่อยากให้คนผิวสีเข้าไป แล้วว่าจะไปอาศัยอยู่ในบ้านเมืองของเขา  มาคอยสอบถามมาคอยสำรวจอย่างกีดกัน  สมัยนั้นนักเรียนไทยรุ่นแรกมักจะอยู่ด้วยกันที่บ้านเจ้าคุณศราภัยฯ ท่านหาไว้ให้พวกเรา  คราวหนึ่งคุณน้อย นักเรียนไทยอายุเยาว์กลับมาบ้าน เล่าให้ฟังว่า หนังสือพิมพ์เฮรัลด์ขอสัมภาษณ์เรื่องเจ้าหน้าที่กรมนี้รบกวน คุณน้อยนึกคำภาษาอังกฤษจะเล่าให้ฟังไม่ค่อยได้ จึงได้แต่ด่าเจ้าหน้าที่พวกนี้ไปแรงๆ เช่น เป็นพวกเกสตาโป พวกฮิตเล่อร์  คุณกุหลาบฟังแล้วไม่สบายใจ บอกคุณน้อยว่า คุณน้อยกำลังเข้าเรียนได้เรียบร้อย เจ้าหน้าที่พวกนี้โมโหขึ้นมาอาจหาเหตุให้ออกจากประเทศของเขาอย่างที่เคยได้ข่าวอยู่บ่อยๆ ปรึกษากันแล้ว จึงให้ดิฉันไปขอให้เฮรัลด์ตัดคำแรงๆ พวกนี้ออก  ดิฉันก็ไป  เฮรัลด์เขาก็ดี ทั้งที่เรื่องนี้กำลังจะขึ้นแท่นพิมพ์ เขายอมเอามาให้ตรวจและยอมให้แก้ไขตัดคำแรงๆออกไปได้ทันที"

        "อยู่ออสเตรเลียมีความสุขดีไหมคะ"

        "นอกจากเรื่องข้างต้น ก็ดีค่ะ  อยู่กับพวกนักศึกษาที่มีความนับถือเราพอสมควร  แล้วก็มีมิสเตอร์แอ๊สตั้น เดิมเป็นที่ปรึกษาของทางการไทย เขารู้จักกับคุณกุหลาบก็เชิญให้คุณกุหลาบพูดวิทยุภาคภาษาไทยมาเมืองไทย  เราได้เพื่อนชาวออสเตรเลียที่ดีค่ะ  ได้รู้จักชีวิตชาวออสเตรเลียกว้างขวางขึ้น  เมื่อตอนเราจะเดินทางกลับ กำลงหากระเป๋าใบใหญ่ๆใส่หนังสือของคุณกุหลาบ เพื่อนชาวออสเตรเลียชั้นอธิบดีเอากระเป๋าใบใหญ่ของเขามาให้  มีน้ำใจมากค่ะ  เรื่องนี้มีอยู่ในหนังสือ ข้าพเจ้าได้เห็นมา"

        "คุณกุหลาบศึกษาอยู่ที่ออสเตรเลียนานไหมคะ"

        "ประมาณ ๒ ปี  กลับมาก็ได้สารคดีเรื่องข้าพเจ้าได้เห็นมา กับ นวนิยายต่างแดนเรื่องจนกว่าเราจะพบกันอีก  แล้วก็งานเรียบเรียงประวัติขุนโจรออสเตรเลีย เน็ด เคลลี่ เป็นไทยในชื่อ เขาถูกบังคับให้เป็นขุนโจร..."

        "คุณชนิดได้ช่วยทำต้นฉบับชุดออสเตรเลียบ้างหรือเปล่าคะ ในฐานะที่มีประสบการณ์ร่วม"

        "พูดตามจริงแล้ว รู้สึกว่าไม่ค่อยได้ช่วยอะไร นอกจากเตรียมข้อมูลไว้ให้  ถ้าจะแปลหนังสือก็หาคำแปลไว้ให้ เป็นต้น  คุณกุหลาบเป็นคนละเอียด ชอบตรวจแก้ด้วยตัวเอง  เรื่องนี้คุณกุหลาบได้เขียนไว้ในข้าพเจ้าได้เห็นมา..."

        คุณชนิดเปิดหนังสือให้ดู ตรงข้อความในหนังสือที่ว่า

        ระหว่างที่ข้าพเจ้ากำลังศึกษาอยู่ในต่างประเทศจนได้กลับมาเขียนเรื่องต่างๆ...ข้าพเจ้าได้รับความช่วยเหลืออันมีค่ายิ่งจาก "จูเลียต"...ข้าพเจ้าขอขอบคุณเธอผู้มีมุทิตาจิตเป็นนิจต่องานศึกษาและงานเขียนหนังสือ อันไม่สู้มีค่าทางเงินทองของข้าพเจ้าไว้ ณ ที่นี้

        แล้วกล่าวว่า

        "ดิฉันภูมิใจที่คุณกุหลาบเห็นดิฉันเป็นประโยชน์บ้างตลอดมา ดิฉันเองรู้สึกว่า ยังไม่สมกับความดีของเขา"

        "พอกลับมาจากออสเตรเลีย คุณกุหลาบได้ไปทำหนังสืออะไรอีกไหมคะ"

        "ไม่ค่ะ  ตอนนั้นกลับมาก็เขียนหนังสืออยู่กับบ้าน ตั้งสำนักพิมพ์สุภาพบุรุษ พิมพ์หนังสือของ "ศรีบูรพา" และ "จูเลียต" จำหน่าย  ช่วงนี้ดิฉันมีความสุขมาก รู้สึกสงบ คุณกุหลาบก็ออกจากการรับผิดชอบงานเป็นหมู่คณะ ไม่ได้กินเงินเดือนที่ไหน รู้สึกเป็นอิสระ  คุณกุหลาบก็ได้ช่วยเขียนในอักษรสาส์นให้ คุณสุภา ศิริมานนท์  ดิฉันเองก็มีรายได้จากการแปลนวนิยายต่างประเทศลงในหนังสือรายคาบอีกทางหนึ่งค่ะ"

        "มีความสุขสงบอยู่นานไหมคะ"

        "ไม่นานเลยค่ะ..."

        "ในช่วงนั้นบ้านเมืองปั่นป่วน วุ่นวายไม่สงบ เกิดกบฏแมนฮัตตัน ต่อมาก็เกิดการรัฐประหารเงียบ มีการเลือกตั้ง และมีการเมืองจากต่างประเทศ  สหรัฐอเมริกาพยายามเข้ามามีอิทธิพลเหนือรัฐบาลไทย และคุณกุหลาบเองแม้จะทำงานอยู่กับบ้าน แต่ก็ไม่ได้เลิกความคิดที่จะทำเพื่อส่วนรวม  ทั้งยังทำงานหนักขึ้นอีกในด้านการเรียกร้องเพื่อหนังสือพิมพ์  กลายเป็นนักหนังสือพิมพ์ชั้นนำคนหนึ่งในการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพให้หนังสือพิมพ์  มีทั้งเขียนและอภิปรายให้รัฐบาลยกเลิกพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ ที่มีลักษณะควบคุมการทำงานของหนังสือพิมพ์มาก และยังร่วมก่อตั้งคณะกรรมการสันติภาพสากลแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการที่เคลื่อนไหวอยู่ทั่วโลกในขณะนั้น คัดค้านการทำสงครามรุกรานเกาหลี

        "ในระหว่างกรกฎาคม-ตุลาคม ๒๔๙๕ เกิดภาวะแห้งแล้งในอีสานขนาดหนัก  สมาคมนักหนังสือพิมพ์ได้ขอให้คุณกุหลาบเป็นประธานไปแจกสิ่งของที่มีผู้บริจาคให้ประชาชน จึงถูกจับกุมพร้อมมิตรสหาย"

        "ถูกจับครั้งที่สองพ.ศ. ๒๔๙๕ นี่คุณชนิดตกใจไหมคะ"

        "ไม่ค่อยตกใจ เพราะรู้สึกอยู่ว่ามันมีอะไรไม่ชอบมาพากลอยู่ระยะหนึ่งแล้ว  คือเราเป็นคนหนังสือพิมพ์ เรารู้ว่ามันล่อแหลมอยู่ รู้สึกตัวว่าผิดสังเกตเรื่อยมา มีคนติดตาม  คุณกุหลาบทำงานอยู่กับบ้าน แต่ก็มีคนมาขอให้เขียนโน่นเขียนนี่ "ดูนักศึกษา ม.ธ.ก. ด้วยแว่นขาว" ก็เขียนขึ้นในช่วงนี้  อยู่กับบ้านแต่ว่านักศึกษามาเชิญไปในงานต่างๆ  ได้เขียน ได้พบกับคนรุ่นใหม่หัวก้าวหน้า  พวกหนังสือพิมพ์ก็เชิญไปในงานปราศรัยใหญ่ให้เลิก พ.ร.บ. เซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์ อีสานแล้ง  เขาก็เชิญไปเป็นหัวหน้าแจกสิ่งของ  พอกลับมาถึงบ้าน ๑๐ พฤศจิกายน อ้าว ตำรวจมาล้อมบ้านอีกแล้ว  ตอนนั้นอยู่บ้านเช่าที่ซอยภูมิจิตร ข้อหาเป็นกบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร"

        "ทราบว่าถูกจับถึง ๑๐๔ คน"

        "เป็นการจับแบบเหวี่ยงแห ถูกจับเป็นคณะใหญ่  พวกที่ไปช่วยแจกของกับคุณกุหลาบก็โดนด้วย  พวกตาสีตาสาเขาให้เป็นหัวหน้าคณะมารับของ ก็ถูกจับเป็นแถว  บางคนไม่ได้ไปแจกของก็โดน อย่าง คุณสุภา ศิริมานนท์ คนทำอักษรสาส์นก็โดนแม้ไม่ได้ไป  คราวนี้ตอนแรกฝากขังแยกกันไปตามที่ต่างๆ...เรียกว่าคดีขบถสันติภาพ"

        ครั้งนี้ถูกขังที่บางขวาง...ช่วงนี้คุณกุหลาบเขียนหนังสือหลายเล่ม มี แลไปข้างหน้า กำเนิดครอบครัวของมนุษยชาติ รวมทั้งบทกวีที่ชื่อ อาชญากร ผู้ปล่อยนกพิราบ ด้วย

        "คุณกุหลาบถูกจับกุมสองครั้งแล้วนะคะ คุณชนิดรู้สึกอย่างไร"

        "ยิ่งมีมรสุมดิฉันก็ยิ่งเข้าใจคุณกุหลาบมากขึ้น  แล้วก็ยิ่งเชื่อถือและไว้วางใจมาก ขึ้นว่าเขาเป็นคนดี  คือมีมรสุมทีไรคุณกุหลาบก็จะพูดให้ฟังว่า มันมีความสมควรอะไร อย่างไร"

        "ร้องไห้ไหมคะ"

        (เสียงหนักแน่น) "ไม่ร้อง"

        "แต่คราวนี้คุณกุหลาบถูกคุมขังนานหลายปี"

        "ศาลตัดสินจำคุก ๑๓ ปี ๔ เดือน  แต่จำคุกอยู่แค่ ๔ ปี...ก็พอดีขึ้นปี พ.ศ. ๒๕๐๐ กึ่งพุทธกาลจะมีการนิรโทษกรรม  แรกทีเดียวคุณสังข์ พัธโนทัยที่เป็นคนใช้นามแฝงนายมั่น นายคง ในสถานีวิทยุประเทศไทยซึ่งถือว่าเป็นคู่ปรับเก่า มากับ คุณกรุณา กุศลาลัย  คุณสังข์สนิทกับคุณกรุณามาก มาบอกว่า จอมพล ป. จะอภัยโทษนะ  แต่คุณกุหลาบบอกว่า อภัยโทษหรือ เราไม่มีโทษ ขอเป็นนิรโทษกรรม  ในที่สุดรัฐบาลก็ประกาศนิรโทษกรรม..."

        "วันที่ได้รับอิสรภาพบรรยากาศเป็นอย่างไรบ้าง"

        "จำได้อย่างนี้  เขาไม่ได้ปล่อยออกตามวันที่ประกาศนิรโทษกรรม แต่เขาปล่อยให้ไปประกันตัวมาก่อน เพราะถึงอย่างไรก็ได้ปล่อยตัวแน่นอนอยู่แล้ว  ก็เป็นว่าค่อยๆ ประกันตัวออกมาทีละชุด  คุณกุหลาบก็ออกมาพร้อมกับ ขุนเจริญ สืบแสง คุณครอง จันดาวงศ์"

        "คุณกุหลาบออกมาแล้วได้พูดกันถึงเรื่องราวในคุก หรือเรื่องชีวิตบ้างหรือเปล่าคะ"

        "ไม่มีเลย  เวลาไปเยี่ยมก็คุยกันอยู่แล้ว ไม่มีเวลาที่จะพูดกันด้วย  เพราะหลังจากได้รับการปล่อยตัวแล้วยิ่งวุ่นใหญ่  เดี๋ยวมีเพื่อนมาหา เดี๋ยวมีคนมาเยี่ยม  ลูกสาวบอกว่าหัวกระไดไม่แห้ง..."

        "จำคนที่มาหาได้บ้างไหมคะ"

        "จำไม่ได้หรอกค่ะ...เพราะดิฉันไม่ค่อยได้อยู่บ้าน ไปทำงานสำนักพิมพ์ค่ะ  ตอนนั้นใช้สำนักงานที่บริษัทปรีชา ซึ่งเป็นบริษัทของคุณแม่ อยู่ถนนราชดำเนิน"

        วิทยากร เชียงกูล ผู้เขียนวิเคราะห์ชีวิตคุณกุหลาบในหนังสือ การเมืองภาคประชาชน มองจากชีวิตและงานของ "ศรีบูรพา" กล่าวว่า ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นปีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลมากที่สุด และในจำนวนผู้วิพากษ์รัฐบาลนั้นมีคุณกุหลาบรวมอยู่ด้วยแน่นอน

     

    ยามพรากจากแผ่นดิน

    พ.ศ. ๒๕๐๐ เกิดรัฐประหาร  จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์โค่นล้ม จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้สำเร็จ และแต่งตั้งนายพจน์ สารสิน เป็นนายกรัฐมนตรี  คุณกุหลาบเริ่มเห็นแนวโน้มที่ไม่ต่างไปจากเดิม และหลังการเลือกตั้ง จอมพล ถนอม กิตติขจร จากพรรคชาติสังคม ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

        ต่อมาวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๑  จอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารอีกครั้ง และขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอง  ขณะนั้นคุณกุหลาบและคณะนักหนังสือพิมพ์กำลังอยู่ระหว่างเยือนจีน ตามคำเชิญของสถาบันวัฒนธรรมของจีนโดยการอนุมัติของจอมพลถนอม คุณกุหลาบ จึงตัดสินใจขอลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในจีน ในขณะที่พวกที่กลับมาถูกจับกุมคุมขัง และพวกที่อยู่ในประเทศก็ถูกจับกุมคุมขังเป็นจำนวนมาก

        "พอคุณกุหลาบลี้ภัยอยู่ที่จีน คุณชนิดทำยังไงคะ"

        "ก็ไม่ทำยังไงหรอก เพราะตอนนั้นลูกยังเรียนไม่จบ  ลูกชายไปเรียนที่โซเวียต ส่วนลูกสาวใกล้จะจบแพทย์และก็รอจนเขาแต่งงานก่อนจึงจะไป  เป็นห่วงลูกสาว เขาเรียนใกล้จบแล้ว จะแต่งงานไม่มีพ่อไม่มีแม่ คนเขาอาจจะดูถูกเอาได้ ก็เลยอยู่รอให้เขาแต่งงานก่อน เขามีคนชอบกันอยู่แล้ว เป็นหมอด้วยกัน เรียนด้วยกัน ก็ให้เขาแต่งงานก่อน  พอแต่งงานเสร็จวันรุ่งขึ้นดิฉันก็ไปเมืองจีนเลย  ส่วนเขาแต่งแล้วก็ไปอยู่ที่เชียงใหม่ ไปเป็นอาจารย์สอนที่เชียงใหม่ รู้สึกจะแต่งปี ๒๕๐๕ เรียกว่าคุณกุหลาบไปจีนแล้ว ๔-๕ ปี ดิฉันถึงตามไป"

        "ช่วงที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันรู้สึกอย่างไร"

        "ก็ไม่รู้สึกอะไรมาก  เมื่อคุณกุหลาบอยู่ที่จีน ดิฉันก็ยังแปลเรื่อง เหยื่ออธรรม ลงในชาวกรุงรายเดือนอยู่ แล้วสอนหนังสือครึ่งวันก็ได้เป็นกอบเป็นกำพอสมควร  สำหรับความรู้สึกของดิฉันนะคะ อีกครึ่งวันไปสอนฝรั่งมิชชันนารี...ที่สำคัญยังติดต่อกับคุณกุหลาบได้ ส่งข่าวถึงกันได้"

        "สมัยนั้นติดต่อกันอย่างไรคะ จดหมาย โทรเลข"

        (หัวเราะ) "ไม่ได้ค่ะ  สมัยนั้นติดต่อกับประเทศคอมมิวนิสต์ไม่ได้เลย จะมีการตรวจสอบตรวจดูเสมอ  ก็เลยต้องติดต่อผ่านทางพวกพ้อง คือคนที่เขาสนใจคุณกุหลาบ เขาก็หาทางติดต่อให้"

        "ร้องไห้ไหมคะ"

        "ไม่ร้อง เพราะรู้สึกว่าไม่ต้องกลัว"

        "พอคุณชนิดเดินทางไปพบคุณกุหลาบที่เมืองจีน หลังจากไม่ได้พบกันหลายปี ตอนนั้นรู้สึกว่าคุณกุหลาบเปลี่ยนไปไหมคะ"

         "ก็อย่างเก่าค่ะ สภาพปกติที่นั่นเขาจะดูแลดี ถือว่าคุณกุหลาบเป็นคนที่มีความคิดจิตใจดี"

        "ไปอยู่จีนกับไปอยู่ออสเตรเลียนี่ต่างกันอย่างไร"

        "คนละอย่างกัน  อยู่ออสเตรเลียมีเพื่อนชาวออสเตรเลีย ก็ไปเยี่ยมกันตามบ้าน พาเที่ยว พาไปเลี้ยง ไปพบปะกัน  อยู่จีน เขาก็พาไปดู ไปเที่ยว แต่เป็นเหมือนแขกที่เป็นกันเองตลอดเวลา  เขาดูแลอย่างดี ไม่ต้องทำอะไร เพียงแต่ว่าเราต้องทำตัวให้ดีๆ สมกับที่เขารับรอง จะกินอะไรก็จดเซ็นเอาไว้ เขาก็ให้กิน  เขามีล่ามให้ด้วยนะคะ จะไปห้องอาหารก็มีล่ามไป  ดิฉันยังจำได้ ครั้งหนึ่งคุณกุหลาบก็ไปชี้ในกระป๋องนี้อะไร เขาก็บอกว่าเป็นเป๋าฮื้อ  คุณกุหลาบก็ถามว่ากระป๋องละเท่าไร เขาก็บอก ๘ เหรียญ  คุณกุหลาบก็บอกว่า ไม่กินละ แพง  ล่ามเขาก็หัวเราะ เขาว่า แหม ยังกะต้องจ่ายสตางค์เอง  คือเราพยายามใช้จ่ายไม่ให้สิ้นเปลืองของเขา  เราต้องรู้จักตัวเราเอง เคยมีแขกฝรั่งชาวต่างประเทศ เขามาอยู่ แล้วเขาก็พาเพื่อนมาเลี้ยงเป็นประจำ สักปีสองปีเขาก็ให้ย้าย คือเขาก็ดูนิสัยใจคอ ดูการปฏิบัติประจำวันด้วย..."

        "อยู่โรงแรมตลอดเลยหรือคะ"

        "โรงแรมค่ะ  โรงแรมแรกเป็นโรงแรมสันติภาพ แล้วต่อไปก็ไปอยู่โรงแรมอื่น  คุณสุชาติ ภูมิบริรักษ์เคยเขียนถึงคุณกุหลาบไว้  บอกว่าคุณกุหลาบเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน  ก็มีคุณสุชาตินี่ละค่ะที่ไม่ได้กลับเมืองไทยกันสองคน  เดิมไปไหนก็ไปด้วยกัน จนกระทั่งดูเหมือนคุณสุชาติแยกไปเรียนภาษาจีนที่มหาวิทยาลัย จึงแยกกันอยู่..."

        "ตอนอยู่เมืองจีนคุณกุหลาบทำอะไรบ้างคะ"

        "ดิฉันได้เขียนเอาไว้แล้วในประวัติที่อยู่ด้านหลังหนังสือข้อคิดจากใจ กุหลาบ สายประดิษฐ์ว่า ระหว่างอยู่ในจีน คุณกุหลาบได้เขียนและพูดกระจายเสียงออกอากาศเล่าเรื่องสาธารณรัฐประชาชนจีนตามที่ได้ไปเห็น ทางสถานีวิทยุปักกิ่ง และได้ร่วมประชุมสากลหลายครั้ง คือเดือนตุลาคม  พ.ศ. ๒๕๐๑ ร่วมประชุมนักเขียนเอเชีย-แอฟริกาที่เมืองทาชเค้นท์ สหภาพโซเวียต พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นหัวหน้าคณะเข้าร่วมประชุมสัมมนาทางวิทยาศาสตร์ (สาขาสังคมศาสตร์) ที่ปักกิ่ง พ.ศ. ๒๕๐๘ เป็นหัวหน้าคณะไปร่วมประชุมนานาชาติ สนับสนุนประชาชนเวียดนามต่อต้านการรุกรานของอเมริกาที่ฮานอย  และ พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นหัวหน้าคณะเข้าร่วมประชุมกลุ่มนักเขียนเอเชีย-แอฟริกาที่ปักกิ่ง...แต่ในช่วงท้ายของชีวิตที่เมืองจีน มีการปฏิวัติวัฒนธรรม เขาไม่ให้ชาวต่างประเทศไปเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ พนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ เขาขอให้หยุดตรงนั้น ไม่ต้องไปทำงานอีก  เขาจ่ายเงินเดือนให้อย่างเคย แต่ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องอีก"

        คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ อุทิศความคิด ชีวิต และจิตใจให้กับแผ่นดินบ้านเกิดเสมอมา  เขาเคยเขียนไว้ในบันทึกเบ็ดเตล็ดในบางขวาง (๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๙๘) ว่า

        ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนและในฐานะอย่างไร จงตรองหาว่า จะมีทางใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ในทางใดบ้าง เมื่อตั้งใจคิดถึงมันแล้วก็จะพบเสมอไม่ว่าอยู่ที่ใด เมื่อพบทางแล้วจงลงมือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์

        ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เมื่อคราวเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖  อันเป็นเหตุการณ์ลุกขึ้นรวมตัวต่อต้านเผด็จการของประชาชนชาวไทยผู้รักความเป็นธรรมและใฝ่หาอิสรภาพ "ศรีบูรพา" จากเมืองจีนได้ส่งบทกวีมาแสดงความรู้สึกร่วมกับประชาชนคนไทยด้วย

                หยดฝนย้อยหยาดฟ้ามาสู่ดิน

                ประมวลสิ้นเป็นมหาสาครใหญ่

                แผดเสียงซัดปฐพีอึงมี่ไป

                พลังไหลแรงรุดสุดต้านทาน

                อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง

                เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล

                แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล

                ไม่อาจต้านแรงมหาประชาชน

     

    ต่อหน้าความตาย

    เรื่องเล่าได้มาถึงบทสุดท้าย คุณกุหลาบผู้เหมือนวีรบุรุษแห่งโลกตัวหนังสือผู้ไร้แผ่นดินล้มป่วยลง  โลกนี้ไม่ยุติธรรมต่อบุรุษผู้ยิ่งยงคนนี้เลยแม้สักนิด เขาได้อุทิศชีวิตและจิตใจให้แผ่นดินบ้านเกิดจนหมดหัวใจ  แต่เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เขากลับไม่ได้เห็นแม้ธุลีหนึ่งของแผ่นดินอันเป็นที่รัก  เสียงเล่าของคุณชนิดแผ่วเบาลงไปอีก

        "คุณกุหลาบเสียชีวิตด้วยโรคอะไรคะ"

        "โรคปอดบวมและเส้นโลหิตหัวใจตีบตันค่ะ เสียชีวิตที่โรงพยาบาลเซียะเหอ"

        "ตอนนั้นคุณชนิดได้นั่งอยู่ข้างๆ คุณกุหลาบไหมคะ"

        (เงียบไปนิดหนึ่ง) "ไม่หรอก เพราะดิฉันนอนป่วยอยู่อีกห้องหนึ่ง อยู่ในโรงพยาบาลเดียวกัน..."

        คุณกุหลาบถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๗ อายุได้ ๖๙ ปี ๓ เดือน ๓ วัน  ทางการจีนได้จัดพิธีไว้อาลัย ณ สุสานปฏิวัติเป่าซาน นครปักกิ่ง ให้อย่างเกริกเกียรติ มีหรีดจากนายกรัฐมนตรีโจเอินไหลด้วย

        คุณกุหลาบได้เคยเขียนบทความชื่อ "ต่อหน้าความตาย" และได้กล่าวถึงความตายไว้เป็นการเตือนสติคนข้างหลัง ราวกับจะใช้เตือนคนที่ได้รับรู้ความตายของเขา

        ...เมื่อตายไปแล้ว คนข้างหลังย่อมมีเสรีภาพเต็มที่ที่จะพูดและเขียนความจริงลงไว้ และผู้ที่ตายไปแล้ว จะกลับคืนมีชีวิตมาฉีกประวัติศาสตร์เสียก็ไม่ได้

        ทุกอย่างที่คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้คิด ได้เป็น ได้ทำ และได้เขียนไว้ คือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ และถึงวันนี้เราทุกคนย่อมรู้ดีว่า ไม่มีใครจะมาฉีกประวัติศาสตร์หน้านี้ออกไปได้ แม้แต่กระผีกเดียว

        อัฐิของคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้ถูกนำกลับมาจากประเทศจีนเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๗ และบรรจุไว้ที่สุสานหลวงวัดเทพศิรินทร์จนปัจจุบัน  และในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปีชาตกาล กุหลาบ สายประดิษฐ์นี้ คณะกรรมการจัดงานมีโครงการจะจัดทำรูปปั้น กุหลาบ สายประดิษฐ์ ไว้ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ และจะย้ายอัฐิไปบรรจุไว้ด้วย

     

    กุหลาบสีแดงสองดอก

    คุณชนิด สายประดิษฐ์เดินทางจากประเทศไทยไปใช้ชีวิตแบบคนเนรเทศอยู่กับคุณกุหลาบที่เมืองจีน เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๕ จนถึงวันที่คุณกุหลาบเสียชีวิตในเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๗ รวมเวลาที่ใช้ชีวิตในช่วงสุดท้ายด้วยกันคือ ๑๒ ปี เป็น ๑๒ ปีแห่งคู่ทุกข์-คู่ยาก คู่สงบ-คู่งาม

        แม้ภาพน้ำตกมิตาเกะจะเป็นภาพลือลั่นในวรรณกรรมข้างหลังภาพ และเป็นที่จดจำอย่างจับใจของนักอ่าน แต่สำหรับคนที่ติดตามรับรู้เรื่องราวในชีวิตของคุณกุหลาบอย่างใกล้ชิดแล้ว ภาพน้ำตกมิตาเกะไม่มีความหมายใดๆ เลยหากเทียบกับภาพดอกกุหลาบสีแดงในชีวิต อันมีความหมายถึงความรักและกำลังใจในชีวิตคู่ที่ กุหลาบ และคุณชนิด สายประดิษฐ์ ต่างมีให้แก่กัน  คุณกุหลาบเป็นกุหลาบแกร่งในดวงใจของคุณชนิด เช่นเดียวกับที่คุณชนิดที่เป็นกุหลาบแกร่งในดวงใจของคุณกุหลาบ มิใช่ความรักอันหวานชื่น และโรยไปด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่นักประพันธ์บรรยายไว้ หากแต่เป็นความรักที่หนามแหลมของกุหลาบให้ต้องคอยเตือนใจคนทั้งคู่อยู่เสมอว่า ไม่มีชีวิตใดที่ราบรื่นปราศจากอุปสรรค  เมื่อเขาต่างเป็นกุหลาบซึ่งกันและกันในชีวิต ข้างหลังภาพจริงจึงเป็นภาพกุหลาบแกร่งสองดอกที่เคยเตือนใจ

        ข้าพเจ้ามองเห็นร่องรอยของกลีบกุหลาบในดวงตาของคุณชนิด เธอตอบคำถามเรื่องการใช้ชีวิตคู่ด้วยท่าทีอ่อนโยน

        "ขอถามเรื่องชีวิตคู่หน่อยนะคะ เวลาที่คุณชนิดอยู่กับคุณกุหลาบรู้สึกมีความสุขมากที่สุดตอนไหน"

        (ตอบทันที) "ตอนที่อยู่บ้านนี้...เป็นช่วงที่คุณกุหลาบเขียนหนังสืออยู่กับบ้าน..."

        "เคยขัดแย้งกันไหมคะ"

        "เคยขัดแย้งกันเรื่องลูกบ้าง แต่ไม่ถึงกับทะเลาะกัน  เวลาคุณกุหลาบโกรธขึ้นมา จะนั่งนิ่งไม่พูดด้วย อยู่เฉยๆ"

        "แล้วคุณชนิดทำอย่างไร"

        "ก็มักจะขึ้นเสียง  พอขึ้นเสียงแล้วก็จะรู้ตัว  ดิฉันก็จะเลี่ยงๆ  เราโมโหแล้วเขาเฉยๆ จะไปทำอะไรกับเขาได้ มันก็เลยลืมๆ ไป"

        "จำได้ไหมคะว่า เคยทะเลาะกันกี่ครั้ง"

        "ไม่ทราบค่ะ ดิฉันก็ลืมไปแล้ว เพราะมันไม่ประทับใจ แต่มาประทับใจในความดีของเขา  เขามีดีหลายอย่าง เป็นคนสุภาพ อ่อนโยน กล้าหาญ มีความคิดริเริ่ม มีเวลาก็ศึกษาหาวิชาความรู้  คุณกุหลาบมีนิสัยพิเศษ มีลักษณะดี ซื่อสัตย์ต่ออุดมการณ์ของตน แล้วปฏิบัติได้ ใจสะอาด มือสะอาด"

        "คุณชนิดมีหลักในการใช้ชีวิตคู่อย่างไรคะ"

        "ดิฉันว่า เราต้องเชื่อในความดีของกันและกัน เวลาลำบากก็อย่าให้ฝ่ายที่ต้องลำบากเพราะการทำดีต้องร้อนใจ ต้องให้เขาสุขสบายทุกอย่างเพื่อเขาจะได้ไม่ต้องมากังวลในเรื่องที่เราควรจะรับผิดชอบได้  ต้องมีความเข้าใจกัน ต้องมีความศรัทธา เชื่อถือกันว่าเป็นคนไม่ขี้เกียจ เป็นคนจริงใจ ความซื่อสัตย์ ความเข้าใจกันดี ความศรัทธาเชื่อถือกันมันผูกพันกันมากกว่า..."

     

    คุณชนิด สายประดิษฐ์ "จูเลียต" ของคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ วันนี้คือศูนย์รวมแห่งดวงใจรัก "ศรีบูรพา" ที่มีอยู่นับล้านดวงบนถนนวรรณกรรมสายนี้  ความสง่างามแห่งรูปลักษณ์ และความล้ำลึกแห่งดวงตาของคู่ชีวิต "ศรีบูรพา" เป็นสัญญาณว่า เรื่องเล่าตำนานชีวิตของวีรบุรุษนักประพันธ์คนนั้นมีอยู่จริง และสัมผัสได้

        ยิ่งฟังเสียงงานฉลองชาตกาล ๑๐๐ ปี "ศรีบูรพา" กุหลาบ สายประดิษฐ์ ที่ได้รับการยกย่องอย่างสูง ก็ยิ่งยืนยันได้ว่า กุหลาบ สายประดิษฐ์ ผู้จากแผ่นดินไป ได้กลับคืนสู่แผ่นดินของเขาและของเราแล้วโดยสมบูรณ์.