คืออิสสรชน
คือคนดี
คือศรีบูรพา

ยินดีต้อนรับ
บุคคลทั่วไป | ล็อกอิน
  • เกี่ยวกับกองทุนศรีบูรพา
  • คณะกรรมการกองทุนฯ
  • รางวัลศรีบูรพา
  • นักเขียนรางวัลศรีบูรพา

  • การนับถือพุทธศาสนาที่ถูกต้องและตรงตามพุทธประสงค์ มีอยู่แต่ประการเดียวคือ การนับถือโดยการขวนขวายศึกษา อุดมธรรมของพุทธศาสนาซึ่งมีอยู่ไม่มากนัก ควบคู่กันไปกับการปฏิบัติตามธรรมนั้นๆ
    (อุดมธรรม)

    "ศรีบูรพา" จากมุมมองของศตวรรษที่ ๒๑

    ศาสตราจารย์เกียรติคุณ  ดร.เจตนา  นาควัชระ

     

    เก็บความจากแถบบันทึกเสียง ในการปาฐกถาพิเศษของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.เจตนา นาควัชระ

    เรื่อง "ศรีบูรพาจากมุมมองของศตวรรษที่ ๒๑" ในงานฉลอง ๑๐๐ ปี ศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์)

    ที่หอประชุม "ศรีบูรพา" มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

    สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดงาน

    เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

     

        โดยหลักการแล้วเราคงต้องพิจารณาด้วยว่างานศิลปะนั้น มีลักษณะร่วมสมัยอย่างไร ถ้าถือว่า ศรีบูรพา คือนักประพันธ์เอกของไทย เราก็คงต้องตั้งคำถามกับความร่วมสมัยของงาน ในประการแรก  ความเข้าใจพื้นฐานก็คงจะเป็นว่าเขียนขึ้นในสมัยใด วรรณกรรมนั้นๆ ก็ซึมซับวิญญาณของยุคสมัยนั้นๆ และถ่ายทอดสารมายังสังคมร่วมสมัยกับผู้สร้าง นั่นคือลักษณะโดยทั่วไปงานที่ทรงคุณค่า...ทำหน้าที่แลไปข้างหน้า    ในลักษณะที่สอง งานที่ทรงคุณค่านั้น ณ จุดกำเนิดก็ทำหน้าที่แลไปข้างหน้าอยู่แล้ว หมายความว่างานเหล่านั้นมีลักษณะบางประการ ที่จะทำให้ร่วมยุคร่วมสมัยที่ยังมาไม่ถึง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือขณะที่นักประพันธ์เอกเขียนอะไรบางอย่างลงไป ท่านคงจะคิดว่าท่านกำลังพูด กับอนาคตอยู่ และตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญที่สุดที่เกี่ยวกับงานของศรีบูรพา 

        ประเด็นต่อไป เรามักจะพูดถึงคำว่า งานที่ยิ่งใหญ่ต้องมีลักษณะ เป็นสากล คำนี้อาจจะกว้างมาก กล่าวโดยสรุปปัญหาที่หนักหน่วงก็คือว่า งานที่เขียนเมื่อกว่ากึ่งศตวรรษมาแล้วนั้น ในขณะนี้ ในสภาวะวัฒนธรรม สังคม สภาวะทางการเมือง สภาวะของโลกซึ่งเปลี่ยนไป เราจะเข้าถึงงานเหล่านั้นได้อย่างไร มีอุปสรรคหรือไม่ ในบางลักษณะงานนั้นเมื่อเรานำมาอ่านแล้ว อาจจะมีความแปร่งเพี้ยน เราจะทำความเข้าใจกับงานนั้นๆ ได้อย่างไร   สำหรับงานของศรีบูรพานั้น ปัญหาที่ว่ามานั้นอาจจะไม่เป็นประเด็นใหญ่นัก เพราะเป็นที่เข้าใจกันว่าสารอันเป็นสากลในงานของศรีบูรพานั้นเป็นที่ประจักษ์อยู่ เราอ่านงานของศรีบูรพา ณ จุดหนึ่งใน ศตวรรษที่ ๒๑ เมื่ออ่านแล้วคงจะอดที่จะอุทานออกมาไม่ได้ว่า ทำไมถึงได้มองการณ์ไกลขนาดนี้ หรืออาจจะพูดว่างานที่เราอ่านนั้น ราวกับว่าท่านได้เขียนเอาไว้เมื่อวานนี้เอง ตรงนี้เป็นประเด็นที่ผมอยากนำมากล่าวถึงในวันนี้   

        ยุคของศรีบูรพาไม่มีโทรศัพท์มือถือ (ผมเคยพูดเล่นๆ ว่า ถ้าสมัยอยุธยามีโทรศัพท์มือถือ นางวันทองก็คงจะไม่ตายหรอก แต่ก็มีผู้แย้งขึ้นมาทันทีว่า ถ้ากรรมกำหนดให้นางวันทองต้องตาย มือถืออันนั้นก็อาจจะแบตฯ หมดก็ได้) ในโลกวรรณกรรมงานที่เราอ่านแล้วซึ้งมากๆ หลายชิ้นมักจะเป็นงานที่โต้ตอบกันทางจดหมาย และศรีบูรพามีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการเขียนงานที่ใช้จดหมายเป็นตัวสื่อเสน่ห์ของงานบางชิ้นของศรีบูรพา อย่างเช่น สงครามชีวิต มาจากขนบที่ทางตะวันตกนั้นมี และเราก็อาจจะได้รับอิทธิพลมาก็ได้     

        เรื่อง โลกสันนิวาส คนรักขาดการติดต่อกันเป็นปี อะไรก็เกิดขึ้นได้ ทำให้ในที่สุดต้องพลัดพรากจากกันไป ถ้าเป็นสมัยนี้ก็แค่ยกหูโทรศัพท์ไล่ตามกัน หรือในเรื่อง ลูกผู้ชาย พระเอกไปเรียนหนังสือ ๗ ปี แล้วภรรยาไปมีสามีใหม่ คนที่เขียนจดหมายโต้ตอบกับพระเอกคือญาติพี่น้อง ปลอมลายมือ (ตรงนี้อาจเหลือเชื่อเหมือนกัน แต่เป็นประเด็นเล็กๆ ที่ขอข้ามไป) ถ้าปัจจุบันก็คงต้องให้ขายมือถือทิ้งไปเลย (ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีเครื่องมือสื่อสารอื่น) ถึงอย่างไรการสื่อความกันด้วยภาษาไม่ว่าจะเป็นจดหมายหรืออีเมล์ก็ตาม ถ้าสื่อความกันด้วยภาษาที่ไพเราะเพราะพริ้งอย่างที่ศรีบูรพาใช้อยู่เป็นประจำ ตัวสารก็ส่งความที่มีความสลักสำคัญ และก็สามารถที่จะประทับใจเราได้  แต่ถ้าจะลองดูให้ดีว่า ภาษาเปลี่ยนไปหรือไม่ ดังข้อความบางตอนจาก ลูกผู้ชาย แต่ถ้าถามเด็กสมัยนี้ว่าเคยได้อ่านหนังสือและใช้สำนวนอย่างนี้หรือไม่ ("ฝ่ายใดแพ้ก็ต้องเนรเทศตัวเองไปอยู่เมืองน้ำตา") เขาก็คงตอบว่าไม่ คนที่ชินกับงานประเภทศรีบูรพาเขียนนี้ สำนวนเหล่านี้เป็นสำนวนประเภทวรรณศิลป์ วรรณศิลป์ที่ศรีบูรพาสร้างขึ้น ไม่มีสิ่งใดที่ด้อยไปกว่าร้อยกรองในขนบประเพณีไทยเลย ผมไม่ได้เสแสร้งมาเยินยอเลย ในระดับนานาชาตินวนิยายที่ยิ่งใหญ่ของโลก ไม่มีอะไรที่ด้อยกว่ามหากาพย์ของยุคโบราณเลย  งานเหล่านี้สำคัญสักแค่ไหนถ้าเรามองจากจุดยืนในสังคมปัจจุบัน สิ่งที่สำคัญมากคือความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ในงานของศรีบูรพานั้น เวลาที่ท่านพูดถึงชนชั้นสูง นั่นคือผู้ที่ครองอำนาจและผู้ที่ถูกโค่นอำนาจไปใน พ.ศ. ๒๔๗๕ เวลาท่านพูดถึงข้าราชการ และท่าน สร้างตัวละครที่เป็นข้าราชการนั้น ข้าราชการมีเกียรติภูมิสูง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มีเงินเดือนสูงมาก มีความมั่งคั่ง ปัจจุบันค่านิยมเหล่านั้นปรับเปลี่ยนไปไกลมากแล้วจากยุคศรีบูรพา เงินคืออำนาจ ราชการถดถอยจะให้มหาวิทยาลัยออกจากราชการ เพื่อจะได้ก้าวหน้าสักที พวกเราจำนวนหนึ่งก็ลังเลไม่อยากจะไป จนถูกผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบริภาษว่า "พวกคุณคือทาสที่ปล่อยไม่ไป" ถ้าคำพูดเช่นนี้ในสมัยของศรีบูรพามันเป็นการสบประมาทกัน   ในเรื่อง จนกว่าเราจะพบกันอีก ศรีบูรพาพูดถึงความก้าวหน้าที่ท่านได้ไปเห็นมาในออสเตรเลีย เป็นความก้าวหน้าทั้งทางวัตถุ ทั้งในด้านระบบสังคม การเมือง ซึ่งทำให้ประชาชนมีศักดิ์ศรี อยู่ได้ตามอัตภาพด้วยความสุขสบายพอสมควร เราก็อาจจะกล่าวอ้างได้ว่าขณะนี้เรามีหมดแล้วที่ท่านพูด ยิ่งในทางด้านวัตถุเรามีมากเสียด้วย เช่นโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) สิ่งเหล่านี้มันจ่อมาที่หมู่บ้านของเราแล้ว     แต่ลองดูสิครับว่า ในงานของศรีบูรพา ความใฝ่ฝัน ความปรารถนาของคนที่เป็นชาวบ้านของเขานั้นเป็นอย่างไร นี่คือจดหมายจากพ่อของจันทาถึงลูก "พวกพี่น้องของข้าพเจ้า เขาได้ยินว่า พวกที่มาปกครองใหม่เป็นพวกที่มาจากราษฎรเหมือนกัน (อย่าลืมคำว่า "คณะราษฎร") เขาจึงมีความหวังกันบ้าง... พ่อบอกเจ้าได้ว่า พวกพี่น้องชาวนาของเรานั้น มองไปข้างหลังก็พบแต่ความทุกข์อย่างเดียวเท่านั้น เขาไม่อยากเหลียวหลังกลับไปดูมันหรอกอ้ายหนูเอ๋ย เขาอยากจะรู้แต่ว่าข้างหน้ามันมีอะไรดีขึ้นบ้างสำหรับเขา เมื่อได้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงขึ้นเช่นนี้"  ลองมาพินิจประเด็นที่ศรีบูรพาตั้งขึ้นมา  แล้วเทียบดูกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน  นักการเมืองในปัจจุบันคงจะตอบได้ทันทีทันควันว่า ไม่ต้องแลไปข้างหน้าให้ไกลหรอก สิ่งที่พวกเจ้าต้องการนั้นข้าได้หยิบยื่นมาให้ถึงประตูบ้านเจ้าแล้ว แต้ถ้ากลัว ฝันค้างข้าก็หยิบยื่นสิ่งที่เป็นรูปธรรมให้เจ้าแล้ว หวยรัฐบาลอย่างไรล่ะ ทุกคนก็ฝันถึงตัวเลขไปหมดแล้วตั้งแต่ต้นซอยยันท้ายซอย  สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ให้เป็นผู้ผิด หรือผู้รับเป็นผู้ผิด แต่มันหมายความ ว่า ของบางอย่างที่เราทำขึ้นนั้น เราหยิบยื่นให้โดยที่เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร ถ้าเขารู้ว่ามันคืออะไร สิ่งเหล่านั้นมันก็จะเป็นสิ่งซึ่งมีค่า ตรงนี้เป็นเรื่องของการศึกษาในความหมายที่กว้างที่สุด และศรีบูรพาก็ได้ให้ประเด็น ตั้งประเด็นเช่นนี้ไว้ตลอด "ศรีบูรพา" ในฐานะนักหนังสือพิมพ์  

        ผมอยากจะพูดถึง ศรีบูรพา ในฐานะที่เป็นนักหนังสือพิมพ์  เราพูดกันอยู่ตลอดเวลาว่าท่านเติบโตมาจากหนังสือพิมพ์ และวรรณกรรม นั้น เป็นส่วนหนึ่งซึ่งเคียงขนานไปกับการทำหนังสือพิมพ์ ท่านเจ็บตัว เพราะหนังสือพิมพ์ และพร้อมจะเจ็บตัวเพราะหนังสือพิมพ์    หนังสือพิมพ์แต่เดิมเป็นเวทีที่จะต้องแสดงความสามารถทางปัญญาในทุกๆ ด้าน ผู้ทำหนังสือพิมพ์ต้องทำงานทุกอย่างด้วยตัวเอง รวมทั้งเขียนสารคดี วิเคราะห์ ให้ความรู้ เขียนงานซึ่งในปัจจุบันเราอาจจะเรียกว่างานวิชาการ  วรรณกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือพิมพ์  นักหนังสือพิมพ์เขียนวรรณกรรมเอง ขณะนี้หนังสือพิมพ์หรือสื่อนั้นรับวรรณกรรมจากผู้อื่น และผู้อื่นนั้นบางครั้งก็มิได้ซึมซับวิญญาณที่แท้จริง ของนักหนังสือพิมพ์ที่ดี หนังสือพิมพ์ในสมัยนั้นจึงเป็นเวทีแห่งปัญญาทางสังคม ประธานสภาการหนังสือพิมพ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเรียกร้องว่า ขอไม่ให้หนังสือพิมพ์นั้นถูกกลืนไปในระบบสื่อสารมวลชนเหมือนกับโทรทัศน์และวิทยุที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (ผมไม่ได้พูดเองนะครับ ผมอ้างมาจาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๘) ผมก็ได้แต่อธิษฐาน ว่า เจ้าประคุณขอให้พระสยามเทวาธิราชคุ้มครองท่าน เพราะว่าการที่ท่านจะไม่ถูกกลืนกินนั้น เป็นสิ่งที่ง่ายนักหรือ และ ศรีบูรพา ได้สู้มาแล้ว สู้ด้วยการเอาชีวิตของท่านเองเป็นเดิมพัน แต่ว่าที่ประธานสภาการหนังสือพิมพ์ได้พูดนั้น ท่านรู้ตัวหรือไม่ว่าท่านพูดในฐานะทายาทของศรีบูรพา 

        ลองมาพินิจว่า จากเส้นทางหนังสือพิมพ์ไปสู่เส้นทางของวรรณกรรมสู่การสร้างสรรค์ได้อย่างไร ศรีบูรพาได้พูดเอาไว้ว่า "การเสาะแสวงหาความเป็นไปตามความจริงมาเสนอแก่ประชาชน" นั่นคือหน้าที่ของหนังสือพิมพ์ "เพื่อให้ประชาชนได้แสดงความเห็นอันประกอบด้วยหลักการและเหตุผล" ไม่ใช่ข้อมูลข่าวสารในความหมายตื้นๆ แต่ข้อมูลข่าวสารที่มาพร้อมกับระบบซึ่งกระตุ้นให้คนใช้วิจารณ-ญาณด้วยตนเองได้ หนังสือพิมพ์จึงเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาสำหรับประชาชน ผมได้ยินคำว่าข้อมูลข่าวสารแล้วผมไม่ค่อยสบายใจ จริงอยู่หนังสือพิมพ์ให้ข่าวตามสภาพความเป็นจริง เทียบได้กับภาษาอังกฤษว่า reality หนังสือพิมพ์ให้ข้อเท็จจริงเทียบกับภาษาอังกฤษคือ fact หนังสือพิมพ์ธำรงไว้ซึ่งหลักการที่หวั่นไหวกลายเป็นอุดมการณ์ที่นำไปสู่การกำหนดจรรยาบรรณ  ผมอ่านงานของ ศรีบูรพา ที่พูดถึงหนังสือพิมพ์ อ่านดูแล้วมันคล้ายๆ กับว่า คำว่า "จริง" นี้ มันยกระดับตัวเองมาสู่ระดับคำว่า "สัจจะ" เทียบกับภาษาอังกฤษว่า truth ศรีบูรพาพูดไว้ชัดเจนว่า "จะต้องไม่จงใจทำอะไรที่ผิดความจริง หรือฝืนความจริงด้วยความเห็นแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือเกรงกลัวผู้หนึ่งผู้ใด" ถ้าฝืนความจริงเมื่อไร หนังสือพิมพ์นั้นก็จะ "เป็นการประกอบกรรมอันชั่วร้ายที่สุด"   คนที่อยู่ในวงการหนังสือพิมพ์ได้สัมผัส ประสบการณ์สังคมสัมผัสกับ ประสบการณ์ชีวิต ได้สัมผัสกับ โลก รู้ว่าอะไรเป็นจริง นำประสบการณ์เหล่านั้นมาครุ่นคิดพินิจนึกไตร่ตรองแล้วจึงเกิดเป็นหลักการ เกิดเป็นระบบความคิด เกิดเป็นปรัชญาชีวิตเช่นศรีบูรพา และผมอยากจะพูดถึงปรัชญาชีวิตในศรีบูรพา ปรัชญาชีวิตนั้นก็ได้มาจากการที่ได้สัมผัสความเป็นจริง ในฐานะที่เป็นนักหนังสือพิมพ์ เมื่อมาถึงขั้นนั้นจะหยุดอยู่ตรงนั้นหรือ นักหนังสือพิมพ์ที่มีความทะเยอทะยานเช่นศรีบูรพา และอีกหลายๆ ท่าน (ซึ่งในปัจจุบันนี้อาจลดน้อยลงแล้ว) ต้องสร้างโลกใหม่ด้วยจินตนาการ จึงเกิดการสร้างสรรค์ทางวรรณศิลป์ขึ้น จากความจริงที่ได้พบประสบมาในชีวิตจริง และนำมาสื่อให้ประชาชน เพื่อปลุกปัญญาคน ผันตนเองไปสู่โลกสมมติแห่งวรรณกรรม ซึ่งมีความสมจริงเป็นตัวกำกับ นักหนังสือพิมพ์ผู้ผันตัวเองไปสู่นักประพันธ์จึงสามารถสร้างเรื่อง กำหนดเรื่อง สร้างแนวเรื่อง สร้างตัวละครที่มีพฤติกรรมที่น่าเชื่อถือ สอดใส่อุดมการณ์และความคิด โลกสมมติของวรรณกรรมจึงกลายเป็นประดุจห้องแล็บ ที่เป็นห้องแล็บแห่งชีวิตและสังคม เพราะฉะนั้นหนังสือพิมพ์จึงเป็นที่เกิดวรรณกรรมอันยิ่งใหญ่ได้ ผมอยากจะเห็นนักหนังสือพิมพ์ที่มีข้อมูลมากมายเช่นนี้ ผันตัวเองมาเป็นนักประพันธ์ให้มากกว่านี้ เพราะนักประพันธ์ที่นั่งอยู่กับโต๊ะเฉยๆ ไม่ได้สัมผัสกับปัญหาของบ้านเมืองเช่นนักหนังสือพิมพ์ บางครั้งเขาได้ข้อมูลในระดับทุติยภูมิ  ภาพชีวิตที่ศรีบูรพาเสนอไว้ในงานของท่านไม่มีวันจะล้าสมัย     สิ่งแรกที่เราน่าจะเอ่ยถึงก็คือว่า ท่านมีความเชื่อมั่นในสัญชาต-ญาณใฝ่ดีในตัวมนุษย์ แม้แต่ตัวที่เป็นผู้ร้ายก็ไม่ได้เลวเสียหมด อย่างเช่นตัวละครที่ชื่อ คีรี ในเรื่อง สงครามชีวิต นั้น ศรีบูรพาเขียนไว้เลยว่าไม่ได้เลวไปเสียทั้งหมด คุณความดีของชายโฉดผู้นี้ก็คือว่า เขารักผู้หญิงคนนั้นจริง และพร้อมจะเสียสละเพื่อผู้หญิงที่เขารัก ท่านเจ้าคุณ  อาจารย์ใหญ่โรงเรียนเทเวศร์รังสฤษดิ์ (โรงเรียนเทเวศร์รังสฤษดิ์คือโรงเรียนที่เทพสร้าง หมายถึง เทพศิรินทร์) ท่านเจ้าคุณอาจารย์ใหญ่หลงผิด ไปเชื่อหลักฐานเท็จ และลงโทษนักเรียนคนหนึ่ง เละเมื่อชีวิตของนักเรียนคนนั้นผกผันไปแล้ว ต้องลาออกจากโรงเรียนไปประกอบอาชีพ นักเรียนคนนั้นมาลาท่าน ท่านเจ้าคุณขอโทษนักเรียนตัวเล็กๆ ด้วยคำพูดต่อไปนี้ "เดี๋ยวนี้เมื่อฉันได้พบและได้สนทนากับเธอแล้วฉันรู้สึกเสียใจยิ่งกว่าเดิม...ฉันขอให้เธอยกโทษให้อาจารย์...เธอมีดวงใจบริสุทธิ์และกว้างขวางนัก เธอไม่เล็งเห็นโทษของฉัน แต่พระเจ้าของเธอคงจะเห็น (เด็กคนนั้นนับถือศาสนาคริสต์) เพราะฉะนั้นขอพระองค์ทรงยกโทษให้แก่ฉันก็แล้วกัน" ตัวละครเหล่านี้จะมีอยู่ให้เราเห็นในงานของศรีบูรพา  คนเหล่านี้เป็นคนที่มีโลภ โกรธ หลง เจ้าคุณนั้นก็เป็นคนหูเบา ทำอะไรผิดไปบ้าง แต่เมื่อผิดแล้วสามารถจะรู้ว่าตนผิดและสามารถที่จะขอโทษคนอื่นได้ ผมได้พูดแล้วว่า จากประสบการณ์ที่มาจากหนังสือพิมพ์นั้นได้หลอมขึ้นมาเป็นหลักการ เป็นมโนทัศน์ เป็นคอนเซ็ปต์ เป็นปรัชญาชีวิต สิ่งเหล่านี้เป็นตัวดำเนินเรื่อง บางครั้งมันทำให้เกิดปัญหาในฐานะนักประพันธ์ ท่านที่เป็นนักประพันธ์ที่นั่งอยู่ในที่นี้ ท่านคงทราบดีว่าบางครั้งหลักการที่เราตั้งเอาไว้นั้น เมื่อผูกขึ้นมาเป็นเรื่องแล้ว มันไม่เป็นเรื่องที่น่าประทับใจนัก ผมว่าผู้ที่นิยมชมชอบศรีบูรพาไม่ได้ต้องการยกให้ท่านเป็นเทพ และผมขอพูดไว้ ณ ที่นี้ว่า ถ้าผมเห็นข้อบกพร่องตรงไหน ผมก็จะพูดคุณค่าปรัชญา คุณค่าทางจริยธรรม ลองไปอ่านเรื่องสั้นชื่อ "คำขานรับ" มีนักเรียนมหาวิทยาลัยสองคนเดินออกมาจากรั้วมหาวิทยาลัยแล้วก็เถียงกันใหญ่เลยว่า  การศึกษาในมหาวิทยาลัย ใช้ได้หรือไม่ได้ ผู้ชายก็บอกว่าเขาจะลาออกจากมหาวิทยาลัย เขาจะไปใช้ชีวิตหาประสบการณ์ด้วยตัวเอง ผู้หญิงก็บอกว่าไม่เป็นไร ฉันจะเรียนให้จบเสียก่อน ถึงว่าจะเรียนเลวๆ ก็ยังดีกว่าไม่ได้เรียนเลย ในที่สุด ผมไม่แน่ใจว่าเขาเดินจากท่าพระจันทร์ถึงบางลำพูหรือยัง แต่โครงเรื่องกำหนดให้สองคนนี้แยกทางออกจากกันเลย ตรงนี้ เรื่องมันสั้นเกินไปที่ทำให้คนสองคนที่รักกัน พร้อมจะแต่งงานกันเมื่อเรียนจบ  ต้องแยกทางจากกันไปเลย    การที่ใช้รูปแบบของเรื่องสั้นมานำเสนอแนวคิดนี้ไม่เหมาะนัก ผมคิดว่าคงจะต้องใช้นวนิยายสัก ๒๐๐ หน้า  แต่ว่าตรงนี้แหละครับที่ศรีบูรพายึดหลักการเป็นสำคัญ  และเมื่อหลักการดีแล้วจึงไปแสวงหาหลักธรรม และเมื่อพบหลักธรรมแล้ว ก็พบกฎแห่งกรรมหลายๆ เรื่องเลยเป็นเรื่องที่พยายามจะบอกว่ากฎแห่งกรรมเป็นตัวกำหนดชีวิต  เพราะฉะนั้นทำชั่วทำดีอะไร มันจะมีผล ลองดูตัวอย่างจาก ลูกผู้ชาย กฎธรรมชาติมีอยู่ว่า ผู้สร้างอกุศลกรรมย่อมได้รับบาปสนอง แล้วก็เอ่ยถึงคีรีและอาภา ศรีบูรพาก็บอกแล้วว่าคีรีเองก็ไม่ได้เลวไปเสียหมด พระเอกไม่ได้นางเอกแล้วจะทำอย่างไร พระเอกเป็นคนดี สร้างตัวมาจากเด็กบ้านนอก ทำอย่างไรจะได้นางเอกล่ะ ในเมื่อพระเอกก็ได้เสียสละนางเอกไปให้กับเพื่อนของเขาแล้ว ในที่สุดศรีบูรพาก็ต้องยอม ยอมให้รางวัลแก่พระเอก ที่ทำให้ผู้อ่านอย่างผมกระอักกระอ่วนไม่น้อยเลยคือให้พระเอกมาได้กับลูกสาวคนรักเก่า ผมตั้งประเด็นไว้อย่างนี้ว่า ถ้าจะให้เลือกระหว่างคุณค่าทางวรรณศิลป์กับคุณค่าทางปรัชญา ศรีบูรพามักจะเลือกคุณค่าทางปรัชญาและคุณค่าทางจริยธรรม  ...ตัวเอกของเรื่อง เช่น แลไปข้างหน้า จะเป็นผู้ที่ใฝ่รู้ มีข้อความ อันหนึ่งที่ผมคิดว่า น่าจะไปใส่ในกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ "มันต้องมีอะไรผิดอยู่สักอย่างหนึ่งที่เรายังไม่รู้และครูไม่ได้สอนเรา...เมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่เราจะต้องค้นให้พบ" นี่คือการศึกษาที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เพราะผู้เรียนใฝ่หาความรู้ด้วยตัวเอง การศึกษาเป็นตัวที่จะทำให้เกิดสังคมที่ดีขึ้น ตรงนี้เป็นหลักการที่ศรีบูรพาเชื่อ การศึกษาจะนำไปสู่ความเสมอภาค ความยุติธรรม การศึกษาเป็นโอกาส ถ้าได้โอกาสที่เท่ากันแล้ว ชั้นวรรณะจะอันตรธานไปสิ้น ถ้าโอกาสเท่ากัน ลูกชาวนาก็สามารถเรียนดีได้เท่ากับลูกขุนนาง เมื่อจันทา เด็กบ้านนอกเข้าไปถึงโรงเรียน (โรงเรียนเทพศิรินทร์-สมมติ) ก็ไปเห็นกระดานทองที่จารึกชื่อนักเรียนเรียนดีที่ได้รับทุนเล่าเรียนหลวง  เขาก็สังเกตและพิศวงที่เห็นรายนามของบิดาของนักเรียนเหล่านั้น (สมัยก่อนที่จะมี พ.ร.บ. นามสกุลนั้น จะบอกว่านายอะไร ชื่ออะไร เป็นใครจะต้องบอกชื่อพ่อที่กระดาน สามารถไปดูได้ จะมีชื่อพ่อติดอยู่) "เขาพิศวงที่เห็นรายนามบิดาของนักเรียนเหล่านั้น มีทั้งที่เป็นขุนนาง เป็นเชื้อพระวงศ์และเป็นนายนั่นนายนี่ ซึ่งเป็นคนธรรมดาสามัญคละกันไป รวมทั้งนามที่แสดงเชื้อสายว่าเป็นชาวจีนด้วย เขาแปลกใจที่เห็นบุตรคนธรรมดาสามัญก็ไปมีชื่อในการได้รับเกียรติปะปนอยู่กับบุตรของท่านพวกผู้ดีมีตระกูลเหล่านั้น เขาไม่เคยคิดว่าบุตรของคนธรรมดาสามัญจะมีความเฉลียวฉลาดทัดเทียมกับบุตรของท่านเจ้าขุนมูลนายได้  นี่เป็นปริศนาอีกข้อหนึ่งที่เขาคิดว่าจะต้องหาคำอธิบายต่อไป" เจออะไร มองเป็นโจทย์ทันที   ท่านที่ต้องการทำวิทยานิพนธ์ครับ  ท่านจะหาโจทย์ได้ไม่ยากเลย อ่านนวนิยายของศรีบูรพา โจทย์มีเป็นพันๆ ข้อ และจะลงท้ายแบบนี้เสมอ "จะต้องไปค้นหาคำตอบให้ได้"  โอ้โฮ! ถ้าเด็กมัธยมต้นพูดอย่างนี้ทุกคน ประเทศเรารุดหน้าไปไหน เจริญกว่าใครไปหมดแล้วภาษาคือแก่นของวรรณกรรม    ถ้าหากเทียบ ศรีบูรพา กับศตวรรษที่ ๒๑ ขณะนี้อะไรก็เปลี่ยน ไปแล้ว การศึกษาก็มีความจำเป็นที่จะต้องปรับตัว เมื่อเดิมคนโบราณเราพูดว่า "การศึกษาเป็นวิทยาทาน" และครั้งหนึ่งรัฐก็เสนอตัวเข้ามาช่วย ในที่สุดเราก็เปลี่ยนวิทยาทานเป็นลักษณะของสินค้า ผมเชื่อว่าพระเอกของศรีบูรพาทั้งหมด ถ้ามาอยู่ที่มัธยมหกสมัยนี้พระเอกของศรีบูรพามาไม่ถึงมหาวิทยาลัยหรอกครับ เรามี "อีปราง" เด็กบ้านนอก ที่นั่งคุยกับจันทาอยู่เสมอในฐานะ "บ่าว" ในบ้านของท่านเจ้าคุณ จันทาเป็นคนใฝ่รู้ใฝ่เรียน  แต่อีปรางต้องการแต่จะเป็นเมียน้อยเจ้าคุณ  เมื่อเป็นไม่ได้ก็ไปเป็นเมียน้อยลูกชายเจ้าคุณ  เมื่อถูกทอดทิ้งก็ไปเป็นพาร์ตเนอร์เต้นรำ ในที่สุดก็ไปเป็นเมียน้อยอาเสี่ย อย่างนี้มันเป็นข้อพิสูจน์อะไรบางอย่างว่า "คนที่ไร้การศึกษาคือคนที่คิดไม่ได้" และการศึกษาที่ศรีบูรพาพูดถึงไม่ใช่การศึกษาที่เป็นทางการ  แค่เป็นสิ่งซึ่ง พ.ร.บ. การศึกษาของเราเรียกว่า การศึกษาตามอัธยาศัย (ผมได้ยินคำว่า ตามอัธยาศัย มันหมายความว่าทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ ก็แล้วแต่ เสี่ยงเอาก็แล้วกัน)   สิ่งที่สำคัญที่สุดในงานของศรีบูรพาก็คือความเชื่อมั่นในมนุษย-ชาติที่ว่า ถ้าคนมารวมตัวกันแล้วเขาจะไม่รวมตัวกันไปเป็นโจร ท่านมองโลกดีไปหรือเปล่า เด็กที่มาเจอกันในโรงเรียน (นวนิยายที่น่าอ่านที่สุดคือ แลไปข้างหน้า ผมนานๆ จะเจอนวนิยายที่มีคุณค่าอย่างนี้สักเรื่องและที่เขียนไม่จบน่ะดีแล้ว  เพราะผมกลัวว่าถ้าจบแล้วจะมีอะไรแปลกๆ ในตอนท้าย)  คนเราเรียนรู้จากปฏิสัมพันธ์ในทางสังคม  ในเรื่องแลไปข้างหน้านั้น ตัวละครหลากหลายมาก ตัวนักเรียนที่เข้ามามีพื้นเพต่างกันมาก เวลาที่เด็กต่อยกันที่โรงเรียนนี้ เด็กต่อยกันเพราะว่า เด็กคนหนึ่งบอกว่าประวัติศาสตร์พ่อกู ปู่กู และบรรพบุรุษของกูเป็นผู้สร้าง เพราะกูเป็นลูกหลานขุนนาง กูเป็นคนชั้นสูง อีกคนพูดว่าพงศาวดารของพวกมึงเป็นพงศาวดารที่ใช้ไม่ได้  เพราะพงศาวดารนี้ไม่เคยเอ่ยถึงคนตัวเล็กๆ เลย บรรพบุรุษของพวกกูคือคนตัวเล็กๆ พูดไปพูดมาเลยต่อยกัน ถ้าเป็นเด็กไทยในปัจจุบันต่อยกันด้วยประเด็น เหล่านี้ป่านนี้วิ่งฉิว ทำไมคิดได้ว่าต้องต่อยกันเรื่องนี้ (ถ้าเป็นสมัยนี้แค่มองหน้าก็ต่อยกันแล้ว) แต่เรื่องนี้มองหน้ากันนานจึงต่อยกัน เพราะว่า ต้องมาพูด พูดด้วยภาษาที่ไพเราะเพราะพริ้ง โต้เถียงกันเชิงอุดมการณ์ เสียก่อนแล้วค่อยต่อยกัน เพราะมันตกลงกันไม่ได้ถึงต่อยกัน (อันนี้คือที่มาของวุฒิสภาไทยครับ)  เราเคยได้คิดไหมว่าเราได้เรียนรู้จากเพื่อน การเรียนรู้ของศรีบูรพานั้นไม่ใช่การเรียนรู้จากข้อมูลข่าวสาร เป็นการเรียนรู้ที่นำไปไตร่ตรอง "แม้จันทาจะมีสัญชาตญาณใฝ่ดีเป็นทุนเดิมอยู่บ้าง  แต่ก็ยังมีความรู้สึกโคลงเคลงอยู่ในเวลานั้น เขายังเห็นว่าการทำความชั่วหรือความผิดเล็กๆ น้อยๆ เป็นสิ่งที่เด็กๆ หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ก็ควรทำได้บ้าง"  อันนี้ผมเชื่อว่าผู้ใหญ่ไทยเข้าใจดีนะครับ (สำหรับความผิดเล็กๆ น้อยๆ)  "แต่เมื่อได้พบเซ้ง (เซ้งคือลูกจีน ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์) และได้เรียนรู้ถึงความมั่นคงของเซ้งที่จะกระทำแต่ความดี  และไม่ยอมกระทำชั่วแม้แต่เล็กๆ น้อยๆ เป็นอันขาด แบบอย่างของเซ้งได้ช่วยฉุดเขาขึ้นมาสู่ระดับที่ดีกว่าเดิม" เซ้งลูกช่างแก้นาฬิกาเป็นตัวอย่างของเด็กที่ได้รับการศึกษาอบรมมาดีจากทางบ้าน จากครอบครัว จากสิ่งแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรม  ถามว่าสิ่งแวดล้อมทางสังคมวัฒนธรรมที่หล่อหลอมให้เด็กชายที่ชื่อเซ้ง เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็กชายที่ชื่อจันทาและคนอื่นๆ เป็นจำนวนมาก ที่โรงเรียนเทเวศร์รังสฤษดิ์นั้น ยังมีอยู่หรือเปล่า?  นี่คือการศึกษา  การศึกษาคือปฏิสัมพันธ์ในทางสังคมในแง่มุมหนึ่ง  ผมพูดถึงเรื่องภาษา ทั้งหมดนี้ที่พูดจนกินใจคนได้นี่ ถ้าไม่มีภาษาที่สามารถสื่อความได้หรือประทับใจคนได้ก็คงทำอะไรได้ยาก  ผมอยากจะตั้งเป็นโจทย์ต่อไปนี้ว่า ถ้าท่านจะคิดทำอะไรต่อไปที่เกี่ยวเนื่อง กับศรีบูรพาเช่นที่คุณชนิด  (สายประดิษฐ์) ได้ทำไว้แล้วนะครับ  สำหรับหนังสือที่รวมข้อความที่น่าจดจำ ชื่อ ข้อคิดจากใจ แต่ผมว่ายังมีอีกแบบ หนึ่งที่ต่างประเทศเรียกว่า Dictionary of quotations ผมท้าอย่างนี้เลยว่าถ้าใครจะทำ Dictionary of quotations เป็นภาษาไทยไล่มาตั้งแต่พ่อขุนรามคำแหงถึงยุคล่าสุดนี้  ผมเดิมพันเลยว่าศรีบูรพาจะมี quotations มากที่สุดในพจนานุกรมเล่มนั้น  ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ เชคสเปียร์เป็นหมายเลขหนึ่งอยู่แล้ว ผมคิดว่า ศรีบูรพาจะมีข้อคิดที่คมๆ มากกว่าสุนทรภู่เสียด้วยซ้ำ  และเราสามารถรู้บริบทของการที่คำคมเหล่านั้นเกิดขึ้นมาเป็นอย่างไร ไม่ใช่เรื่องว่าภาษาไพเราะ ภาษาไม่ใช่เพียงแต่ไพเราะอย่างเดียวเท่านั้น แต่ภาษาคือสื่อความคิด คือตัวกระตุ้นให้คนคิดต่อไป  เกี่ยวกับเรื่อง ข้างหลังภาพ เราก็พูดกันถึงแต่ภาษา แต่ภาษาไม่ใช่อาภรณ์ประดับวรรณกรรมครับ  ภาษาคือแก่นของวรรณ-กรรม  ภาษาคือตัวดำเนินเรื่อง   ผมอยากจะอ้างถึงบทความบทหนึ่งของอาจารย์ชูศักดิ์ ภัทร-กุลวณิชย์  แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านเขียนว่า ปมปัญหาในเรื่องข้างหลังภาพ มันเกิดขึ้นก็เพราะว่าตัวละครอ่านกันไม่ออก อ่านกัน ไม่ออกก็คือว่า  ตัวพระเอกที่เป็นหนุ่มอ่านจดหมายของหม่อมราชวงศ์กีรติไม่รู้เรื่อง ถ้าอ่านภาษาไม่ออกก็อ่านชีวิตไม่ออก (อันนี้ผมแปลความ จากอาจารย์ชูศักดิ์) อย่างไรก็ตาม ที่ ม.ร.ว.กีรติ เขียนถึงนายนพพร "เราคงจะจำกันได้เพราะว่าเรามีบางสิ่งที่จำกันได้ไม่รู้ลืม" นพพรอ่านแล้วไม่รู้ว่าผู้หญิงเขาสารภาพรัก นี่คือความอ่อนด้อยของคนที่ได้รับวัฒนธรรมในทางวรรณศิลป์ที่ไม่เหมือนกัน    "ข้าพเจ้าอ่านจดหมายของเธอด้วยความรู้สึกปรกติธรรมดา... ข้าพเจ้าไม่ได้สังเกตเห็นและเฉลียวใจเลยว่า หม่อมราชวงศ์กีรติได้ซ่อน ความรู้สึกลึกซึ้งอะไรมาบ้างในจดหมายฉบับนั้น ความประณีตและความลี้ลับในชีวิตเป็นสิ่งที่เกินปัญญาของข้าพเจ้าในเวลานั้นที่จะเข้าใจได้" มองย้อนกลับไปแล้วจึงได้รู้ว่าเวลานั้นอ่านเธอไม่ออก เรื่องมันจึงจบอย่างนั้น  เพราะว่าภาษาเป็นเงื่อนไขให้เรื่องต้องจบอย่างนั้น นั่นคือเสน่ห์ของงานของศรีบูรพา เป็นภาษาที่ต้องตีความ  สมัยก่อนเขาไม่สื่อความกันตรงไปตรงมา สมัยนี้ ผมนำหนังสือเรื่องสไตล์ภาษาอังกฤษมาอ่านเล่มหนึ่ง เขาสอนเลยว่า ห้ามใช้ภาษาดีดดิ้น ห้ามใช้ภาษากำกวม ห้ามใช้ภาษาที่มีความหลายนัย จะพูดอะไรให้ตรงเผงไปเลย เพื่อจะสื่อสารได้  ถ้าเชคสเปียร์ถูกกำหนดหรือถูกวัดผลด้วยหนังสือเล่มนั้น เชคสเปียร์เป็นคนแรกที่จะได้ F  ภาษาของศรีบูรพาก็เป็นภาษาซึ่งไม่เข้ากับตำราการเขียนสมัยใหม่เลย เพราะว่าท่านไม่ต้องการจะพูดอะไรตรงไปตรงมา เพราะว่าพูดอะไรตรงไปตรงมา คนเข้าใจง่ายจะไม่เจริญปัญญา...    ในยุคปัจจุบันนี้ เสน่ห์แห่งวรรณศิลป์ถูกครอบไปแล้วด้วยข้อมูลข่าวสาร เราต้องสื่อให้เร็ว ต้องสื่อให้กระชับที่สุด เราไม่มีเวลา เวลาเป็นเงินเป็นทอง แต่เดิมเวลาเป็นโอกาสที่จะสร้างความมั่นคั่งทางปัญญา ถ้าเกิดภาษาทำให้เราคิด ทำให้เราหยุดคิด ทำให้เราฉุกคิด (ภาษาไทยนี่ยอดเยี่ยมนะ แปลเป็นภาษาฝรั่งไม่ได้ ภาษาอังกฤษต้องใช้ ๒ ตัว to stop and think) นั่นคือเสน่ห์ของศรีบูรพาสร้างวาทกรรมที่เป็นอุดมคติ พูดไปพูดมาก็อดคิดไม่ได้ว่า ศรีบูรพาคือนักประพันธ์ที่ชอบที่จะสร้างสถานการณ์ สร้างตัวละคร สร้างวาทกรรมที่เป็นอุดมคติ เพียงแค่ แลไปข้างหน้า บทที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ นั้น ถ้าลองไปอ่าน มันเป็นภาษาที่หนักแน่น ไพเราะเพราะพริ้งยิ่งเสียกว่างานวรรณกรรมอื่นๆ และตำราทางรัฐศาสตร์ทั้งหลาย ผมว่าเขียนอย่างไรก็ไม่จับใจเท่าศรีบูรพา ประชาธิปไตยคือการตื่นตัวทางปัญญาของประชาชน  ผมได้พูดมาแล้วในส่วนที่เกี่ยวกับหนังสือพิมพ์ว่าศรีบูรพาพยายามจะเน้นว่าประชาชนเป็นใหญ่ เราต้องสนองความต้องการของประชาชน ไม่ใช่สนองตัณหาของประชาชนเพื่อให้ประชาชนโง่ แต่ต้องการให้ประชาชนนั้นคิดได้เอง การมีวิจารณญาณจึงเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา ศรีบูรพาไม่เคยใช้คำว่าวัฒนธรรม แห่งการวิจารณ์ แต่ผมคิดว่า "วัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์" แทรกซึมอยู่ทุกบรรทัดในงานของศรีบูรพา ลองดูวาทกรรมนี้ "คนพวกหนึ่งอาจทำให้ประชาธิปไตยของเราล่มจม แต่ก็จะต้องมีอีกพวกหนึ่งมากู้มันขึ้น... ทางเลือกของราษฎรมีอยู่แต่ทางเดียว คือเราจะต้องฝ่าฟันอันตรายในดงเสือ และค้นหาทางออกไปข้างหน้าเท่านั้น"    ปัญหาของ พ.ศ. ๒๕๔๘ นี้ก็คือว่า ราษฎรรู้หรือเปล่าว่าเสือหน้าตาเป็นอย่างไร ราษฎรสงสัยแม้แต่น้อยหรือเปล่าว่า เขาตกอยู่ในอุ้งเสือ ในดงเสือ ปัญหาที่ใหญ่ที่สุ

    ดในขณะนี้ก็คือว่า ศัตรูของประชาชน นั้นลื่นไหลเสียจนเราจับตัวไม่ได้  ในยุคของศรีบูรพาศัตรูไม่ค่อยลื่นไหล นัก คนชั้นสูง คนรุ่นเก่า ผู้ที่ครองอำนาจก็ถูกโค่นอำนาจลงมา โค่นลงมาแล้วก็เจอพวกเราเองซึ่งขึ้นมาเถลิงอำนาจ แล้วก็ข่มเหงเราต่อไป ก็ยังมองเห็นตัวอยู่ แต่เขียนแบบศรีบูรพา คือเขียนให้กับคนที่คิดได้เอง ไม่ใช่เขียนให้คนที่จะถูกจูงไปทางนี้ทางนั้นได้ ฉะนั้น วาทกรรมอย่างนี้ ไม่ใช่วาทกรรมสำหรับคนที่อ่อนด้อยทางการศึกษา  ผมไม่ได้หมายความ ว่าต้องได้ปริญญา  แต่ผมคิดถึงเรื่องการศึกษาของประชาชนที่เป็นแก่น ของความคิดของศรีบูรพา  และที่เป็นเหตุผลที่ทำให้ท่านทำหนังสือพิมพ์ อะไรๆ อีกหลายอย่างเป็นการชี้ทางไปข้างหน้า ผมดีใจที่คุณศักดิชัย (บำรุงพงศ์) นั่งอยู่ที่นี่ (ผมคิดแทนท่านหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ผมทึกทักเอาเองหรือเปล่าก็ไม่ทราบ) แต่ผมคิดว่า ข้อความนี้คือที่เกิดของผู้หญิงที่ผมอยากจะแต่งงานด้วยแต่ผมหาตัวไม่เจอนั้น ผู้หญิงที่ชื่อว่า วัลยา "สิ่งที่เราเรียกว่าความรักระหว่างชายกับหญิงนั้น ถ้ามีก็เป็นแค่ความรักในวงแคบๆ นิดเดียว แนนซี่ได้มาสอนให้ฉันรู้จักความรักที่แผ่กว้างออกไปในชุมชนมนุษย์" ศรีบูรพายังต้องเรียนจากผู้ที่มีประสบการณ์อันยาวนานกว่าในเรื่องของประชาธิปไตย แต่ตรงนี้แหละครับที่ชี้ทางให้กับนักประพันธ์อื่นด้วยว่า จะเขียนอย่างไรล่ะที่ให้เห็นว่าความรักระหว่างบุคคลนั้นเป็นความรักที่ไม่ยิ่งใหญ่ เท่ากับความรักที่แผ่ไปสู่ผู้อื่น ไม่ใช่แค่ประชาคมใกล้ตัวเรา ไม่ใช่สังคมระดับชาติเท่านั้น แต่ศรีบูรพาจะพูดถึงมนุษย์ (ผมจะไม่อ้างถึงบทความ เรื่อง มนุษยภาพ เพราะมีผู้อ้างบทความนี้กันมาบ่อยครั้งมาก ในรอบ ๓-๔ เดือนที่ผ่านมาเราควรจะอ่าน "ศรีบูรพา" อย่างไร  ในฐานะที่ท่านเป็นนักประพันธ์ เราจึงต้องตั้งคำถามว่า ณ พ.ศ. ๒๕๔๘ นี้เราควรจะอ่านศรีบูรพาอย่างไร  ถึงอย่างไรๆ เราก็อ่านศรีบูรพาไม่เหมือนกับผู้อ่านในยุคเดียวกับท่าน ผมเป็นครูภาษาตะวันตก จำเป็นต้องอ่านทฤษฎีตะวันตก อ่านแล้วก็เกิดความสับสน มีทฤษฎีตะวันตกบางทฤษฎีบอกว่าวรรณกรรมไม่เกี่ยวกับชีวิตความเป็นจริง วรรณกรรมคือตัวบทที่สร้างขึ้นด้วยคำพูด วรรณกรรมไม่ได้สะท้อนชีวิตจริงข้างนอก วรรณกรรมสะท้อนวรรณกรรมด้วยกันเอง วรรณกรรมชิ้นหนึ่งผลักดันให้เกิดวรรณกรรมอีกชิ้นหนึ่ง เรียกว่า สหบท แต่พออ่านศรีบูรพาแล้วชวนให้คิดถึงโลกแห่งความเป็นจริง ดังที่ผมบอกว่าเริ่มต้นที่ความเป็นจริง เริ่มต้นที่ข้อเท็จจริงและจบที่สัจธรรม นั่นคือเรื่องของวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ ผมเสนอว่าอย่างนี้ เช่นว่าถ้าเราไปอ่านนวนิยายรักของศรีบูรพา ยิ่งในยุคแรกๆ ท่านจะพยายามจบเรื่องให้เราสบายใจ เราก็ยอมรับสภาพงานของท่านเป็นตัวอย่างของวรรณกรรม เชิงสั่งสอน ที่ชี้ให้เห็นถึงกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว หลักการตรงนั้นท่านไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมยกเลิก งานส่วนใหญ่เปี่ยมด้วยวาท-กรรมเชิงอุดมคติ สถานการณ์ก็ดี เรื่องราวหรือพฤติกรรมที่เราอาจจะพบได้ยากในสังคมปัจจุบัน มีอยู่อุดมนักในงานของศรีบูรพา อาจจะต้องยอมรับว่าถึงจะห่างไกลจากโลกปัจจุบันที่เราเห็นอยู่รอบ ๆ กายนั้น แต่อ่านแล้วก็ได้กำลังใจ ได้แสงสว่างเพราะว่าเราอยู่ในยุคมืด จะมีวรรณกรรมหรือบางส่วนของงานบางเรื่องที่อ่านแล้วปวดใจ สะท้อนสิ่งที่เป็นไปในชีวิตและสังคม เมื่อเห็นสิ่งที่ทำให้เราปวดใจและท่านบรรยายออกมาให้เราเห็นบางเรื่องแต่งไม่จบ บางเรื่องไม่จบวัฏจักรแห่งกรรมดี และกรรมชั่วยังไม่ได้ดำเนินไปครบวงจร เราท่านซึ่งเป็นผู้อ่านจะปล่อยไว้ตรงนั้นหรือให้วรรณกรรมมันไม่จบไม่เป็นไร ผมคิดว่าอ่านแล้วต้องคิดต่อและแต่งเรื่องของศรีบูรพาต่อไปในชีวิตจริง ถ้าจุดหมายปลายทางที่เป็นอุดมคติยังทำไม่สำเร็จในกรอบวรรณกรรมของศรีบูรพา ก็เป็นหน้าที่ของผู้อ่านที่จะต้องหาทางไปสู่จุดหมายปลายทางนั้น คือช่วยให้งานของศรีบูรพาจบลงได้ อย่างนี้จึงเรียกว่าอ่านหนังสือแตก อย่างนี้จึงเรียกว่าการศึกษาที่มาจากวรรณศิลป์คือความคิดที่ไม่หยุดอยู่กับที่ ความคิดที่เคลื่อนไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา แผ่ตัวออกไป แผ่กิ่งก้านสาขาออกไป ถ้าไม่อ่านวรรณกรรม เช่นงานของศรีบูรพา เราคงต้องจมปลักอยู่กับห้วงแห่งความกลัว ความโง่เขลา เบาปัญญาต่อไปอีกนานแสนนาน ศรีบูรพาได้ชี้ทางให้แก่เราแล้ว  ขอจบในฐานะนักเรียนที่ร่วมโรงเรียนกัน รุ่นหลานๆ ก็คงถูกเกณฑ์มานั่งฟัง เด็กเทพศิรินทร์ที่ว่านอนสอนง่าย ถ้าจะต่อยกันก็ต่อยกันในเรื่องของอุดมการณ์ (ผมหวังว่าเป็นเช่นนั้น) ขอเล่าเรื่องขำขันอะไรสักหน่อย ผมชอบขึ้นรถเมล์เบอร์ ๔๗ รถเมล์เบอร์ ๔๗ นี้จะจอดประตูโรงเรียนเทพศิรินทร์ และเวลาผมขึ้นผมจะเห็นนักเรียนเทพศิรินทร์ ผมก็เข้าไปทัก "นี่หลาน ทำไมเลขประจำตัวหลานขึ้นไปหลายหมื่นอย่างนั้นล่ะ เลขประจำตัวลุง ๖๖๓๓" เทพศิรินทร์เขาสอนกันมาว่า ถ้าเป็นนักเรียนเก่า ให้เรียกว่าพี่ เด็กๆ จึงยกมือไหว้แล้วว่า "สวัสดีครับพี่" ผมจึงขึ้นรถเมล์เบอร์ ๔๗ อยู่ตลอดเวลา ขึ้นทีไรมันเกิดความอิ่มเอิบใจว่าเรายังไม่แก่ ขอให้หลานเรียกพี่ต่อไปเถอะนะหลานนะ    เมื่อกี้ผมเอ่ยถึงจันทาที่ไปพบกระดานทองที่จารึกชื่อนักเรียนทุนไว้ ผมคิดว่าเราไม่ควรจะคิดว่าเทพศิรินทร์ผลิตแต่คนประเภทนั้นเท่านั้น แต่ผลิตคนหลายประเภท และก็คงจะไม่มีคนคนเดียวเท่านั้น ที่คิดอย่างศรีบูรพาว่า กระดานตรงนั้นน่ะเป็นตัวบ่งบอกทิศทางที่ประเทศไทยได้ดำเนินมาแล้วในอดีต ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ยังอยู่ในวงแคบ กระดานทองถ้าจะทำในปัจจุบันก็คงต้องเอาไปใส่ในคอมพิวเตอร์แล้วละครับเพราะคงจะกินที่มาก ผมอยากจะเล่าต่อกันอีกสักนิดว่าเวลาที่ผมไปงานเลี้ยงรุ่น และผมได้อ่าน แลไปข้างหน้า มา ก็หวนคิดถึงสมัยที่ผมยังเรียนอยู่ เมื่อไม่นานมานี้เพื่อนผมคนหนึ่งเขาเป็นพ่อค้า เป็นผู้รับเหมา เขาไม่รวย พออยู่ได้ และเขาก็เลิกกิจการไปเร็ว ผมถามเขาว่าทำไมเลิกเล่า เขาตอบคำนี้ว่า หนึ่ง กูเรียนมาน้อย กูเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย กูตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่ทัน (คนสมัยผมนี่เรียนมหาวิทยาลัยน้อย ไม่ใช่ว่าไปไม่ได้  แต่เขาเลือกที่จะมีอาชีพ-เข้าใจว่าคงไปอ่านศรีบูรพามาอยากจะเป็นช่างแก้นาฬิกาเช่นเดียวกับนายเซ้ง) นั่นประเด็นที่หนึ่ง ประเด็นที่สอง "กูเรียนเทพศิรินทร์ว่ะ กูโกงไม่เป็น" เรื่องนี้ไม่ได้โกหกครับ เรื่องนี้ไม่ใช่นวนิยาย เรื่องนี้เป็นข้อมูลข่าวสาร ถามว่าอันนี้มาจากโรงเรียนหรือมาจากที่ไหน แต่เขาให้เกียรติกับโรงเรียนเก่าว่า กูจบเทพศิรินทร์ กูโกงไม่เป็น  เพราะฉะนั้น ศรีบูรพาก็คงจะพูดในใจว่า กูจบเทพศิรินทร์ กูสยบให้ทรราชไม่ได้ แต่ผมย้อนกลับมาคิดว่า เราไม่ควรไปเที่ยวโม้ว่าเราเหนือกว่าคนอื่น ไม่จริงหรอกครับ ผมพูดให้ชัดไม่ได้ในที่นี้เพราะจะโดนฟ้อง อันที่จริงเราได้ผลิตคนโกงระดับชาติมาแล้วหลายคนเหมือนกัน และหลานๆ ระวังให้ดีก็แล้วกัน เลือกดูให้ดีว่าจะเอาใครเป็นตัวอย่าง  เมื่อเดือนที่แล้ว ผมกลับไปโรงเรียน เขาเชิญไปบรรยายให้กับกลุ่มผู้บริหารโรงเรียน และตอนจบเขาพาผมไปดูกระดานทองอันนั้นซึ่งยังคงอยู่ จากนั้นผมก็ถามว่า ศรีบูรพา อยู่ที่ไหนเขาก็บอกว่าอัฐิของศรีบูรพาอยู่ตรงข้างๆ ประตูทางเข้าวัด ผมก็ตามไปที่นั่น ผมไปถึงแล้ว ผมต้องก้มตัวลงคุกเข่า โดยที่ต้องโน้มหัวก้มต่ำลง เพื่อจะไปสู่ระดับของศรีบูรพา อัฐิของศรีบูรพาอยู่ใกล้ๆ กับพื้น อยู่ในอุโมงค์เล็กๆ ถ้าใครจะเข้าใกล้ศรีบูรพา เขาผู้นั้นต้องคุกเข่าและก้มหัวไปข้างหน้า ด้วยเหตุบังเอิญ แต่การที่ผมเป็นนักเรียนเทพศิรินทร์ ผมพร้อมและยินดีที่ได้กระทำอากัปกิริยาดังกล่าว ซึ่งโดยปรกติผมเลี่ยงที่จะไม่ทำ ผมก้มหัวไปที่บรรจุอัฐิของศรีบูรพา แล้วพูดในใจว่า

        ขอบคุณครับพี่ ที่ให้แสงสว่างแก่บ้านเมือง