คืออิสสรชน
คือคนดี
คือศรีบูรพา

ยินดีต้อนรับ
บุคคลทั่วไป | ล็อกอิน
  • เกี่ยวกับกองทุนศรีบูรพา
  • คณะกรรมการกองทุนฯ
  • รางวัลศรีบูรพา
  • นักเขียนรางวัลศรีบูรพา

  • ชีวิตที่ดีงามย่อมมีอยู่ และถูกใช้ไปเป็นคุณประโยชน์แก่คนอื่น
    (จนกว่าเราจะพบกันอีก)

    ประวัติย่อนักเขียนรางวัลศรีบูรพา

    ศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์

    เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๔๖๑ ที่อำเภอบางบ่อ สมุทรปราการ เริ่มการศึกษาชั้นประถมที่โรงเรียนวัดจักรวรรดิ  จบชั้นมัธยมต้นและปลายที่โรงเรียนบพิตรพิมุข จากนั้นสอบเข้าคณะสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหา-วิทยาลัยได้ แต่เรียนได้เพียงเดือนเดียวบิดาถึงแก่กรรม ไม่มีเงินเรียนต่อ จึงไปทำงานหนังสือพิมพ์ และศึกษาวิชากฎหมายที่มหา-วิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองไปด้วย  ทำงานหนังสือพิมพ์มาโดยตลอด แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ข่าวต่างประเทศถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดจึงเลิกทำหนังสือพิมพ์ และเข้ารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศจนเกษียณอายุราชการ ในตำแหน่งเอกอัครราชทูตที่ประเทศพม่า เริ่มมีผลงานเขียนเผยแพร่สม่ำเสมอตั้งแต่ทำงานหนังสือพิมพ์ นิยมใช้ฉากต่างประเทศ นวนิยายเรื่องแรกเป็นที่นิยมมาก และทำให้มีชื่อเสียงอย่างรวดเร็วคือ ชัยชนะของคนแพ้  ตามมาด้วย ฟ้าแมนจู และ ชีวิตบนความตาย  หลังจากเข้ารับราชการแล้ว มีผลงานแปลคือ วาระสุดท้ายของเซวัสโตโปล และต่อมานวนิยายที่ได้รับการยอมรับและยกย่องว่าเป็น “หมุดหมาย” ที่สำคัญในเส้นทางวรรณกรรมไทยคือ ความรักของวัลยา และ ปีศาจ ได้รับการประกาศเกียรติ-คุณให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ เมื่อปี ๒๕๒๘ได้รับรางวัลศรีบูรพา เป็นคนแรก (๒๕๓๑)

    อ.ไชยวรศิลป์

        ชื่อจริงคือ อำพัน ไชยวรศิลป์  เกิดเมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๔๖๐ ที่อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ เริ่มการศึกษาที่โรงเรียนคริสต์ประดิษฐ์มโนวงศ์ จังหวัดเชียงใหม่ และย้ายไปเรียนที่อื่นอีกหลายแห่งตามที่บิดาย้ายไปรับราชการ แต่สุดท้ายกลับไปจบชั้นมัธยม ๖ ที่โรงเรียนดาราวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มเขียนเรื่องสั้นเรื่องแรกชื่อ “หนทางรัก” เมื่ออายุได้ ๑๕ ปี โดยใช้นามปากกา อ.ไชยวรศิลป์ จากนั้นจึงเขียนเรื่อยมา นวนิยายเรื่องแรกชื่อ เกิดเป็นคน เรื่องที่ทำให้เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักอ่านคือ ฉันเขียนเรื่องนี้เพื่อเธอ และ แม่สาย ะอื้น มีผลงานเรื่องสั้นประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ เรื่อง และนวนิยายอีกกว่า ๔๐ เรื่อง สารคดีเรื่อง นิยายเมืองเหนือ ได้รับรางวัลยูเนสโก ประจำปี ๒๕๓๐ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ ด้วยวัย ๗๒ ปี ขณะกำลังเขียนนวนิยายเรื่องสุดท้ายชื่อ ก่อนชีวาจะลาลับได้รับรางวัลศรีบูรพา เป็นคนที่ ๒ (๒๕๓๒)

    คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง

        ถือกำเนิดในครอบครัวข้าราชการชั้นผู้น้อย มารดาเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก บิดาเป็นผู้เห็นความสำคัญของการศึกษาและการอ่านหนังสือ จึงได้รับการปลูกฝังความคิดนี้มาแต่เยาว์วัย เมื่อจบชั้นมัธยม ๖ จากโรงเรียนเบญจมราชาลัย ก็ได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ จนได้วุฒิ ป.ป. แล้วจึงสอบเข้าศึกษาต่อในคณะอักษรศาสตร์ จุฬา-ลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ (เป็นรุ่นที่ ๔ ปี ๒๔๗๗)  เมื่อจบการศึกษาแล้วเป็นครูสอนหนังสืออยู่ประมาณ ๑ ปี จากนั้นจึงย้ายไปรับราชการในกรมโฆษณาการอยู่ ๙ ปี จึงลาออกเมื่อปี ๒๔๙๑ และหันมาทำงานด้านบรรณาธิการ และรับหน้าที่เป็นบรรณาธิการนิตยสาร “สตรีสาร” เมื่อปี ๒๔๙๒ หลังจากนั้นจึงเปิด “ดรุณสาร”  สำหรับเยาวชน และ “สัปดาห์สาร” สำหรับเรื่องข่าวสาร โดยรับหน้าที่เป็นบรรณาธิการทั้งสามเล่ม แต่สตรีสารเป็นนิตยสารที่อายุยืนยาวที่สุด เป็นนิตยสารที่ได้รับรางวัลพระเกี้ยวทองคำ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะนิตยสารที่ส่งเสริมภาษาไทยดีเด่น เมื่อปี ๒๕๓๐ และได้ดำเนินกิจการต่อมาจนถึงปี ๒๕๓๙ จึงได้ปิดตัวลงโดยบรรณาธิการตั้งใจ เนื่องจากเห็นแนวโน้มที่นิตยสารจะต้องปรับตัวไปเป็น “อื่น” รวมอายุ ตรี ารได้ ๔๘ ปี นอกจากนี้ยังเคยก่อตั้ง (๒๕๐๑) และดำรงตำแหน่งนายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เคยได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการประชาชน จากมูลนิธิแมกไซไซ ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อปี ๒๕๐๔  และได้รับปริญญา อักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต (กิตติมศักดิ์)  เมื่อปี ๒๕๑๗  ปัจจุบัน คุณนิลวรรณยังทำงานให้สมาคม ตรีอุดมศึกษา โดยก่อตั้งกลุ่มนักอ่านคัดเลือกหนังสือเพื่อพัฒนาตนขึ้นได้รับรางวัลศรีบูรพา เป็นคนที่ ๓ (๒๕๓๔)หมายเหตุ- ปี ๒๕๓๓ ไม่สามารถจัดงานประกาศเชิดชูเกียรติได้ เนื่องจากมีวาต ัยและอุทกภัย

    อาจินต์ ปัญจพรรค์

        เกิดเมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๔๗๐ ที่อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ได้รับการศึกษาชั้นประถม ๑ และ ๒ จากโรงเรียนราชินี บูรณะนครปฐม ชั้นประถม ๓ ถึง มัธยม ๒ ที่โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย จังหวัดนครปฐม ชั้นมัธยม ๒-มัธยม ๖ ที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ กรุงเทพฯ และศึกษาชั้นมัธยม ๗-๘ ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นจึงเข้าศึกษาต่อที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ไม่จบ เริ่มเขียนหนังสือเมื่อปี ๒๔๙๒ เรื่องสั้นเรื่องแรกชื่อ “เศรษฐศาสตร์กลางทะเลลึก” ตีพิมพ์ในนิตยสารพิมพ์ไทยรายเดือน และจากประสบการณ์ที่ได้ไปทำงานเหมืองแร่ในภาคใต้ ทำให้ได้ผลงานทั้งเรื่องสั้นและนวนิยายที่เกี่ยวกับเหมืองแร่มากมาย อาทิ ตะลุยเหมืองแร่, เสียงเรียกจากเหมืองแร่, สวัสดีเหมืองแร่, นักเลงเหมืองแร่, เดี่ยวเหมืองแร่ จากนั้นจึงตามมาด้วยเรื่องราวที่ว่าด้วยประสบการณ์ชีวิต แม่น้ำยามศึก, นิสิตเถื่อน, วัยบริสุทธิ์ และ ร่ายยาวแห่งชีวิต นวนิยายที่เขียนขึ้นในยุคหลังได้แก่ เหมืองทองแดง และ เจ้าพ่อ-เจ้าเมือง เรื่องหลังได้รับรางวัลชมเชยจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ และยังมีผลงานที่เป็นสารคดีที่มาจากประสบการณ์การทำงานและชีวิตการเป็นบรรณาธิการ เช่น ตะลุยอเมริกา, ผ่าตัดรัสเซีย และ ยักษ์ปากเหลี่ยม เป็นต้น  ได้รับประกาศเกียรติคุณให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ เมื่อปี ๒๕๓๕ได้รับรางวัลศรีบูรพา เป็นคนที่ ๔ (๒๕๓๕)

    สุจิตต์ วงษ์เทศ

        เกิดเมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๔๘๘ ที่บ้านด่าน ตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปราจีนบุรี เริ่มเรียนหนังสือชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดต้นโพธิ์ เมื่อจบชั้นประถมแล้วไปเรียนต่อกรุงเทพฯ โดยเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษา ๑-๖ ที่โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริยาราม และต่อชั้นมัธยมศึกษา ๗ ที่โรงเรียนวัดนวลนรดิศ แผนกวิทยาศาสตร์ แต่สอบตก จึงย้ายไปเรียนต่อที่โรงเรียนผดุงศิษย์พิทยา จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๘ จึงสอบเข้าต่อคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมศึกษา ๗ ที่วัดนวลนรดิศ เคยทำงานหนังสือพิมพ์หลายแห่ง ผลงานรวมเล่มเล่มแรกเป็นกลอน เขียนร่วมกับขรรค์ชัย บุนปาน คือ นิราศ ตามด้วย กลอนลูกทุ่ง เขียนได้ทั้งกลอนและทั้งนวนิยาย ผลงานรวมเล่มที่เป็นที่รู้จักกันดีได้แก่ เรื่องสั้นชุด ขุนเดช และนวนิยายขนาดสั้น หนุ่มหน่ายคัมภีร์ รวมบทร้อยกรองชุดเสภา ได้แก่ เสภาไพร่, เสภาน้ำท่วม หาบเร่ และ เสภาเผด็จการได้รับประกาศเกียรติคุณให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ เมื่อปี ๒๕๔๕ได้รับรางวัลศรีบูรพา เป็นคนที่ ๕ (๒๕๓๖)

    สุลักษณ์ ศิวรักษ์

        เกิด ๒๗ มีนาคม ๒๔๗๕ ที่กรุงเทพฯ จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาจนถึงมัธยม-ศึกษา ๘ จากโรงเรียนอัสสัมชัญ หลังจากนั้นไปเรียนต่อทางด้านมนุษยศาสตร์ (สาขาประวัติ-ศาสตร์และปรัชญา) ที่ St. David College Lampeter และศึกษาต่อด้านกฎหมายที่วิทยาลัย Middle temple จนได้เป็นเนติบัณฑิตเมื่อปี ๒๕๐๔ สนใจการเขียนการอ่านมาแต่เยาว์วัย บทความชิ้นแรก คือ “ภายในดินแดนพุทธจักร” ใช้นาม ส.ศิวรักษ์ ตีพิมพ์ในพุทธจักรรายเดือนของมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ขณะเรียนชั้นมัธยมปีที่ ๕  จากนั้นก็เป็นนักเขียน เป็นนักคิด นักพูด และนักกิจกรรมสังคมเรื่อยมา มีผลงานพิมพ์รวมเล่มแล้วมากกว่า ๑๐๐ เล่ม ส่วนใหญ่เป็นบทความการบรรยายในที่ต่าง ๆ และสารคดีชีวประวัติ อาทิ ลายสือสยาม, ฝรั่งอ่านไทย, สมุดข้างหมอน, ตีนติดดิน, นายป๋วย  อึ๊งภากรณ์ ที่ข้าพเจ้ารู้จัก (ผู้ใหญ่ที่ไม่กะล่อน), คันฉ่องส่องศาสนา เป็นต้น ได้รับรางวัลและการประกาศเกียรติคุณต่าง ๆ มากมาย เมื่อปี ๒๕๓๘ ได้รับรางวัล Alternative nobel จากรัฐสภาสวีเดนได้รับรางวัลศรีบูรพา เป็นคนที่ ๖ (๒๕๓๗)

    กรุณา กุศลาสัย

        เกิดเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๔๖๓ ที่ตำบลแควใหญ่ ปากน้ำโพ นครสวรรค์ เริ่มการศึกษาด้วยการบวชเป็นสารเณร จากนั้นได้เดินทางไปศึกษาต่อที่อินเดีย จนกระทั่งจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยวิศวภารติ ศานติ-นิเกตัน ของ รพินทรนาถ ฐากุร โดยได้รับทุนสนับสนุนการเล่าเรียนจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์กรมพระนครสวรรควรพินิต เริ่มงานเขียนเมื่ออายุได้ ๑๘ ปี ในนามปากกา “สามเณรไทยในสารนาถ” เมื่อจบการศึกษาแล้วได้เดินทางกลับประเทศไทย  และสอนภาษาสัน กฤต ฮินดี ไทย ที่อาศรมวัฒนธรรมไทย-ภารต จากนั้นจึงไปทำงานสถานกงสุลอินเดีย และเป็นนักหนังสือ-พิมพ์ในที่สุด เคยถูกจับกุมคุมขังในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์และการกระทำผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในและภายนอกราชอาณาจักร ถูกคุมขังอยู่ ๘ ปี แต่ตลอดเวลานั้นก็ได้แปลหนังสือที่มีคุณค่าของอินเดียออกมาหลายเรื่อง อาทิ คีตาญชลี ของ รพินทรนาถ ฐากุร  พบถิ่นอินเดีย ของ ยวาหระลาล เนห์รู  ชีวประวัติของข้าพเจ้า, โลกทั้งผองพี่น้องกัน, แด่นักศึกษา ของ มหาตมา คานธี เป็นต้น นอกจากนี้ยังเขียนสารคดีอัตชีวประวัติเรื่อง ชีวิตที่เลือกไม่ได้ ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญกันในหมู่นักอ่าน และได้รับรางวัลจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติด้วย ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขาวรรณศิลป์ ปี ๒๕๓๙ และเป็นศิลปินแห่งชาติ ปี ๒๕๔๖ได้รับรางวัลศรีบูรพา เป็นคนที่ ๗ (๒๕๓๘)

    เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

        เกิดเมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๔๘๓ ที่อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี จบการศึกษาชั้นประถมปีที่ ๔ จากโรงเรียนวัดบ้านทวน จบชั้นมัธยมศึกษา ๖ จากโรงเรียนวิสุทธิรังสี กาญจนบุรี และจบการศึกษาชั้นมัธยม ๘ จากโรงเรียนทวีธาภิเศก จากนั้นสอบเข้าศึกษาต่อที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มต้นด้วยการเขียนโคลงตั้งแต่ยังเรียนชั้นมัธยม ๓ และเขียนอย่างจริงจังเมื่อเรียนมหาวิทยาลัย หนังสือรวมกลอนเล่มแรกเป็นกลอนรักที่สร้างชื่อเสียงให้อย่างมากคือ คำหยาด มีผลงานต่อเนื่องออกมาอีกมากมาย แต่ประสมประสานระหว่างอารมณ์และการสะท้อนภาพสังคมเข้าด้วยกันอย่างงดงาม ผลงานส่วนใหญ่ได้รับรางวัลเป็นที่รู้จักกันดี เช่น เพียงความเคลื่อนไหว ได้รับรางวัลซีไรต์ อาทิตย์ถึงจันทร์, ชักม้าชมเมือง, เพลงขลุ่ยผิว และ มุมมอง ได้รับรางวัลจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ผลงานที่เกรียวกราวเพราะเป็นการเขียนร้อยกรองที่ยิ่งใหญ่ คือเขียนถึงทุกจังหวัดของประเทศคือ เขียนแผ่นดิน นอกจากนี้ยังมีผลงานเขียนความเรียงที่เกี่ยวกับเรื่องศาสนาอีกจำนวนหนึ่ง เช่น ที่นี่ขัดข้องหนอ, บังอบายเบิกฟ้า, ฝึกฟื้นใจเมือง, มุมที่ไม่มีเหลี่ยม, ดาบที่หมกอยู่ในจีวร เป็นต้นเนาวรัตน์ ได้รับรางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๒๓ และเป็นศิลปินแห่งชาติ ปี ๒๕๓๖ได้รับรางวัลศรีบูรพา เป็นคนที่ ๗ (๒๕๓๙)

    สุชาติ สวัสดิ์ศรี

    เกิดเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๘๘ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนเทศบาลวัดดอนเมือง และโรงเรียนมัธยมศึกษาดอนเมือง จากนั้นเข้าศึกษาต่อที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  เคยเป็นครูสอนที่โรงเรียนอินทรศึกษา ๑ ปี หลังจากนั้นจึงทำงานด้านหนังสืออย่างจริงจัง ได้ชื่อว่าเป็นบรรณาธิการชั้นเยี่ยม เคยเป็นบรรณาธิการนิตยสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ โลกหนังสือ บานไม่รู้โรย ช่อการะเกด และหนังสือเล่มเฉพาะกิจอีกหลายเล่ม มีผลงานเขียนทั้งเรื่องสั้นและบทกวี แต่ที่เขียนมากที่สุดคือบทบรรณาธิการ บทกล่าวนำ และบทนำ ผลงานรวมเล่มที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ รวมเรื่องสั้นและบทกวีชื่อ ความเงียบ รวมบทกวี ชื่อ จินตนาการ ามบรรทัด และรวมข้อเขียนตอบปัญหาทางวรรณกรรมชื่อ สิงห์สนามหลวง ชีวิตวรรณกรรมได้รับรางวัลศรีบูรพา เป็นคนที่ ๙ (๒๕๔๐)

    วิทยากร เชียงกูล

        เกิด ๒๘ พฤศจิกายน ๒๔๘๙ ที่อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี เริ่มการศึกษาที่โรงเรียนพัฒนาราษฎร์ สระบุรี จนจบชั้นมัธยมศึกษา ๓ จากนั้นไปต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบ กรุงเทพฯ จนจบชั้นเตรียมอุดมศึกษา ในปี ๒๕๐๘ แล้วสอบเข้าเรียนต่อในคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนจบปริญญาตรี แล้วจึงไปศึกษาต่อปริญญาโทที่สถาบันสังคมศึกษา กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เริ่มทำงานหนังสือพิมพ์ที่นิตยสารชัยพฤกษ์ฉบับนักศึกษาประชาชน เมื่อจบปริญญาโทแล้วจึงไปเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำงานธนาคาร และเป็นผู้บริหารที่มหาวิทยาลัยรังสิตจนปัจจุบัน เริ่มเขียนกลอนและทำหนังสือตั้งแต่ยังเรียนสวนกุหลาบ และมากขึ้นเมื่อเรียนมหาวิทยาลัย ซ้ำยังได้รวมกลุ่มเพื่อนตั้งเป็นกลุ่มพระจันทร์เสี้ยว ทำกิจกรรมเพื่อสังคม บทกวีที่โด่งดังมากทำให้ชื่อเสียงของเขาเป็นที่รู้จักในหมู่นักศึกษาจนถึงปัจจุบันคือ บทที่ชื่อ ‘ฉันจึงมาหาความหมาย’ ผลงานรวมเล่มมีหลากหลายแบบ ทั้งงานสร้างสรรค์และงานวิชาการ ผลงานรวมเรื่องสั้นและบทกวีมี ๒ เล่ม คือ ฉันจึงมาหาความหมาย และ ฝันของเด็กชายชาวนา นอกนั้นเป็นงานวิชาการที่แสดงความเป็นนักคิด อาทิ เราจะไปทางไหนกัน, ทางเลือกสังคมไทย, ปัญญาชนกับการเปลี่ยนแปลงสังคม เป็นต้นได้รับรางวัลศรีบูพา เป็นคนที่ ๑๐ (๒๕๔๑)

    สุภัทร สวัสดิรักษ์

        เกิด ๑๓ มกราคม ๒๔๗๒ ที่จังหวัดภูเก็ต ได้รับการศึกษาขั้นต้นจากโรงเรียนสตรีผดุงปัญญา จังหวัดตาก และจบเตรียมอักษรศาสตร์ จากโรงเรียนเขมะสิริอนุสรณ์ จากนั้นเริ่มทำงานเป็นครูอนุบาล-ประจำกองบรรณาธิการ และเป็นบรรณาธิการหนังสือมาจนปัจจุบัน เริ่มเขียนเรื่องสั้นเมื่อปี ๒๔๘๙ ชื่อ “ในห้องซึ่งมีแต่วันนี้” ตีพิมพ์ในนิตยสารเดลิเมล์วันจันทร์ เมื่อทำงานเป็นกองบรรณาธิการและบรรณาธิการ เขียนหนังสือมาโดยตลอด มีผลงานทั้งเรื่องสั้น นวนิยายและสารคดี มีผลงานที่รวมเล่มแล้วประมาณ ๒๖ เล่ม เป็นนวนิยาย ๙ เล่ม  สารคดี ๑๗ เล่ม ผลงานสารคดีท่องเที่ยวชื่อ แผ่นดินคะรินยา ที่เขียนร่วมกับ “อมราวดี” ได้รับรางวัลดีเด่นจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ปี ๒๕๑๘ ส่วนเล่มอื่น ๆ ที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่น ดินแดนแห่งความสงบยามเช้า (เขียนร่วมกับคนอื่น ๆ), สองสายธาร, ประตูสู่ตะวันตก เป็นต้น  นวนิยายที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่น ธิดาสวรรค์, มาลีเริงไฟ เป็นต้น ได้รับการยกย่องเชิดชูให้เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม จากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เมื่อปี ๒๕๔๐ ได้รับรางวัลศรีบูรพา เป็นคนที่ ๑๑ (๒๕๔๒)

    สมชัย กตัญญุตานันท์ (“ชัย ราชวัตร”)

        เกิดที่ จ.อุบลราชธานี และเริ่มเรียนชั้นประถมที่ จ.อุบลราชธานี  ความรักในการเขียนการ์ตูนเริ่มมาตั้งแต่อยู่ชั้นประถม  “ชัย ราชวัตร” เริ่มต้นเขียนการ์ตูนการเมืองที่มหาราษฎร์ เป็นการ์ตูนล้อการเมือง  อาชีพการ์ตูนนิสต์รุ่งเรืองหลัง ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ แต่พอถึง ๖ ตุลา ๒๕๑๙หนังสือพิมพ์ที่ทำอยู่ก็ต้องโดนมรสุมหนักโดนสั่งปิด แถมยังมีภัยคุกคามเข้ามาอีก ในที่สุดก็ต้องลี้ภัยไปอยู่อเมริกา ๒ ปี กลับมาอยู่เดลินิวส์เพียง ๒ เดือน กองบรรณาธิการก็ระส่ำ ต้องลาเดลินิวส์อย่างถาวร แล้วยักษ์ใหญ่ไทยรัฐก็เข้ามาทาบทามทันที และจากวันนั้นจวบจนปัจจุบันก็กว่า ๒๐ ปีแล้ว นอกจากนั้น ยังมีผลงานการ์ตูนล้อการเมืองเป็นตอน ๆ แพร่ภาพทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง ๓ และเหนือความภาคภูมิใจใด ๆ มีผลงานวาด “พระมหาชนกฉบับการ์ตูน” พระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  หลังจากสร้างผลงานมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จึงได้รับรางวัลเกียรติยศ อาทิ รางวัลผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านศิลปวัฒนธรรม ปี ๒๕๓๘ รางวัลนักหนังสือพิมพ์ที่ควรยกย่องปี ๒๕๔๒  รางวัลหม่อมราชวงศ์อายุมงคลโสณกุล ในฐานะสื่อมวลชนผู้เขียนภาพล้อได้อย่างยอดเยี่ยมได้รับรางวัลศรีบูรพา เป็นคนที่ ๑๒ (๒๕๔๓)

    เสถียร จันทิมาธร

        เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๖ ที่จังหวัดสุรินทร์ เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาที่จังหวัดขอนแก่น แล้วไปศึกษาต่อที่วิทยาลัยครูสวนสุนันทา และวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร จนจบปริญญาตรี เริ่มทำงานครั้งแรกด้วยการเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่หนังสือพิมพ์เสียงอ่างทอง จากนั้นไปร่วมงานกับหนังสือพิมพ์รายวันอีกหลายฉบับ อาทิ สยามนิกร สยามรัฐรายวัน และวิทยาสาร เมื่อเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ได้เข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และกลับออกมาเมื่อรัฐบาล พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประกาศนโยบายคืนสู่เหย้า ตามคำสั่ง ๖๖/๒๓ มีผลงานเขียนโดดเด่นในด้านวรรณกรรมวิจารณ์ และบทความแสดงความคิดเห็น ผลงานรวมเล่มที่เป็นที่รู้จักกันดี คือ คนเขียนหนังสือ, คลื่นลูกเดิม, หนอนหนังสือ, สายธารวรรณกรรมไทย เป็นต้น ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการบริหาร นิตยสารมติชน ุดสัปดาห์ได้รับรางวัลศรีบูรพา เป็นคนที่ ๑๓ (๒๕๔๔)

    นิธิ เอียวศรีวงศ์

        เกิดที่กรุงเทพฯ เมื่อปี ๒๔๘๓ ในครอบครัวคนจีน เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างเรียนได้ตั้งชมรมวรรณศิลป์ และเขียนบทความลงในหนังสือของคณะ จากนั้นศึกษาต่อระดับปริญญาโทในสาขาประวัติศาตร์ คณะอักษรศาตร์ จากสถาบันเดิม ปี ๒๕๐๙ เข้าเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต่อมาไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน ผลงานด้านงานเขียน อาทิเช่น “ปากไก่และใบเรือ” “สุนทรภู่ มหากวีกระฎุมพี” “การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี” เป็นต้นนอกจากบทบาทนักวิชาการและนักเขียนแล้ว ยังเป็นผู้ติดอาวุธทางปัญญาและร่วมเคลื่อนไหวในการเมืองภาคประชาชน โดยเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง “มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน” และ “สำนักข่าวประชาธรรม” ทั้งยังเป็นหนึ่งในนักวิชาการของ “สมัชชานักวิชาการเพื่อคนจน” อีกด้วยได้รับรางวัลศรีบูรพา เป็นคนที่ ๑๔ (๒๕๔๕)

    ธีรยุทธ บุญมี

        เกิดที่กรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๔๙๓ เรียนระดับมัธยมที่โรงเรียนสวนกุหลาบ พ.ศ. ๒๕๑๒  สอบได้ที่ ๑ ของประเทศไทยปริญญาตรีวิศวกรรมไฟฟ้า จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นนักคิดนักเขียน นักวิชาการที่มีบทบาททางการเมือง ตั้งแต่ช่วงที่เป็นเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เรียกร้องให้คนไทยต่อต้านการซื้อสินค้าจากญี่ปุ่น เมื่อ ๒๐พฤศจิกายน ๒๕๑๕  เป็น ๑ ใน ๑๓ คนที่ถูกจับในการเรียกร้องประชาธิปไตยจนเป็นชนวนนำไปสู่การรวมตัวของประชาชน กระทั่งเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖  เมื่อเกิดการนองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ได้ตัดสินใจเข้าร่วมปฏิวัติกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยครั้นหันหลังให้พรรคคอมมิวนิสต์ ได้เดินทางไปศึกษาด้านปรัชญาส ังคมวิทยา และมานุษยวิทยาที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ จนได้เป็น Ph.D Candidate ทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาของมหาวิทยาลัยไนเมเกน ประเทศเนเธอร์แลนด์กลับมาเมืองไทยได้นำเสนอแนวคิด “ทางเลือกที่สาม คือการสร้างสังคมเข้มแข็ง” ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก ทั้งยังมีบทความแนวสังคมและการเมืองออกมาอย่างสม่ำเสมอ ผลงานเขียน เช่น “จุดเปลี่ยนแห่งยุคสมัย” “ปรัชญาแห่งการปฏิรูปการเมือง” “ชาตินิยมและหลังชาตินิยม” เป็นต้นได้รับรางวัลศรีบูรพา เป็นคนที่ ๑๕ (๒๕๔๖)

    เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

        เกิดเมื่อปี ๒๔๙๒ ในหมู่บ้านคนหาปลา ปากอ่าวแม่น้ำบางปะกง เป็นบุตรคนที่ ๓ ของครอบครัวผู้ยากไร้ บิดาเป็นช่างเครื่องเรือประมง มารดาขายผักผลไม้ในตลาด จบชั้นมัธยมต้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา จบมัธยมปลายที่จังหวัดชลบุรี ได้ทุน AFS ไปเรียนที่อเมริกาหนึ่งปีช่วงเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เป็นผู้นำนักศึกษาเดินประท้วงรัฐบาลไปตามถนนราชดำเนิน และได้เข้าร่วมการต่อสู้ที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอยู่หลายปี ก่อนจะผิดหวังในเรื่องแนวคิด และถอนตัวออกมาเรียนจน ำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทและปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ประเทศ หรัฐอเมริกา หลังสำเร็จการศึกษาเข้าเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยดำรงตำแหน่งคณบดีคณะรัฐศาสตร์ และกรรมการสภามหาวิทยาลัย เคยได้รับเลือกให้เป็นศิษย์เก่าดีเด่นคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีงานเขียนออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น “มหาวิทยาลัยชีวิต” “การผ่านพ้นของยุคสมัย” “ก่อนสิ้นศตวรรษ” เป็นต้น  ทั้งยังเป็นเลขาธิการคนแรกของมูลนิธิสืบนาคะเ ถียร และอดีตประธานกลุ่มประชาธิปไตยเพื่อประชาชน (ปxป)ได้รับรางวัลศรีบูรพา เป็นคนที่ ๑๖ (๒๕๔๖)

    สมบูรณ์ วรพงษ์

        เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๔๗๑ ที่ ต.ริมใต้ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เรียนจบชั้นประถมศึกษา จากโรงเรียนประชาบาล อ.ฝาง  เรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนปรินส์รอยฯ จบมัธยมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนยุพราช สอบครูพิเศษมัธยม (พม.)  เรียนประกาศนียบัตรหนังสือพิมพ์ (ภาคค่ำ) ที่จุฬาฯทำงานสำรวจบ่อน้ำมัน งานตรวจปรู๊ฟ ครูสอนหนังสือที่รัฐไทยใหญ่ โรงเรียนนิมมานรดีสกรุงเทพฯ เริ่มงานหนังสือพิมพ์ “พิมพ์ไทย” “เดลิเมล์” “หลักเมืองชีวิตใหม่” เสียงอ่างทอง” และประจำที่ “ไทยรัฐ” ตั้งแต่หัวหน้าข่าวการเมืองยุคบุกเบิก จนทำหน้าที่บรรณาธิการผลงานรวมเล่มตามลำดับ ได้แก่ รถเที่ยวสุดท้ายจากตองยี (นวนิยาย), จากลุ่มเจ้าพระยา (นวนิยาย), ยึดรัฐบาล (สารคดีการเมือง), คดีสังหาร ๔ อดีตรัฐมนตรี (สารคดีการเมือง), กรายมะริกัน (สารคดีท่องเที่ยว), บนเส้นทางนักหนังสือพิมพ์ (บันทึก), ชุนเทียนที่ปักกิ่ง (สารนิยาย), ครูดี เด่นดวง (สารนิยาย), ไพร่หนีนาย (นวนิยาย), จดหมายเหตุจากปักกิ่ง (สารนิยาย)เคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์, กรรมการสมาคมนักข่าว, กรรมการสมาพันธ์หนังสือพิมพ์อาเซียน, เลขาธิการมูลนิธิไทยรัฐ สมบูรณ์ วรพงษ์ อุทิศตนให้กับกิจกรรมการพัฒนาชุมชน สนับสนุนวงงานวรรณกรรมและสื่อมวลชน ให้กำลังใจคนรุ่นใหม่ และส่งเสริมให้เด็กๆ มีโอกาสทางการศึกษาอย่างเต็มกำลังได้รับรางวัลศรีบูรพา เป็นคนที่ ๑๗ (๒๕๔๘) 

    สุรชัย จันทิมาธร

         สุรชัย จันทิมาธร หรือ หงา คาราวาน เกิดเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2491 ที่ จ.สุรินทร์ เป็นบุตรของนายยุทธ-นางเล็ก จันทิมาธร จบมัธยมจากโรงเรียนรัตนบุรี เคยเรียนวิทยาลัยช่างศิลป์แต่ไม่จบ ถือเป็นนักแต่งเพลงชั้นแนวหน้าคนหนึ่งของวงการเพลงไทย ผู้คนในวงการเพลงเพื่อชีวิตยกย่องให้เป็นอาจารย์ใหญ่ของวงการเพลงเพื่อชีวิต ปี 2516 ร่วมกับ วีระศักดิ์ สุนทรศรี ก่อตั้งวงดนตรี ท.เสนและสัญจร ขึ้น ก่อนจะรวมวงกับวงบังคลาเทศแบนด์ของ มงคล อุทก และทองกราน ทานา จนกลายเป็นวงดนตรี คาราวาน เมื่อปี 2517 มีผลงานออกมาหลายสิบชุด
    นอกจากนี้ หงา คาราวาน ยังมีผลงานด้านการเขียนหนังสือหลายเล่ม อาทิ รวมบทกวี จารึกบนหนังสือ รวมเรื่องสั้น เดินไปสู่หนไหน, มาจากที่ราบสูง, ข้างถนน, ความบ้ามาเยือน, ดวงตะวันสีแดง และนวนิยาย ก่อนฟ้าสาง เป็นต้น


    ความรู้สึกจาก 'อาจินต์ ปัญจพรรค์' เกี่ยวกับ 'หงา คาราวาน' :
    จากหัวใจนักเลงถึงนักเพลงเพื่อชีวิต
    "คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง ยอดบรรณาธิการของสตรีสาร แกมองเห็นงานของ สุรชัย จันทิมาธร ครั้งแรก แกทายไว้เลยในบทบรรณาธิการว่าชายหนุ่มผู้นี้จะเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่
    ผมชอบคุณสุรชัยเป็น 1 ใน 5 คนที่เป็นนักเขียนรุ่นใหม่ที่ผมรัก และสุรชัยเขียนสำนวนที่ผมชอบมาก เป็นสำนวนของนักเลง เป็นสำนวนของความจน เขาเขียนว่ายามจนเขานั่งรถเมล์กลับบ้านที่เมืองนนท์ และระหว่างทางเขาก็เด็ดผักบุ้งไป เอาไปต้มกินกับเพื่อนทุกวัน เขาเขียนไว้ว่า ข้าพเจ้ากินผักบุ้งจนขี้เป็นสีเขียว นี่เป็นสัจธรรม และความจริงใจของนักเขียน ประโยคนี้เป็นงานเขียนของลูกผู้ชาย งานเขียนของคนจน เป็นงานเขียนของศิลปิน...
    จากที่เขากับผมได้รู้จักกัน สุรชัย จันทิมาธร เป็นบุคคลที่ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ รักมาก ' รงค์ขับรถพาเขาไปเที่ยวอีสานและเขียนลงในหนังสือไทยโทรทัศน์ ชื่อเรื่อง การเดินทางไม่มีปลาย หลายตอนจบ และแต่ละตอน 'รงค์ก็ให้หงาเขียนรูปมาลงประกอบ นี่เป็นประสบการณ์ของผมที่มีต่อหงา"