|
รู้จัก "ศรีบูรพา"
รัญจวน อินทรกำแหง
ข้าพเจ้าให้ชื่อเรื่องว่า 'รู้จัก "ศรีบูรพา"' อาจชวนให้ผู้อ่านเข้าใจว่าข้าพเจ้ามีความรู้จักสนิทสนมเป็นอันดีกับท่านเจ้าของนามปากกานี้ ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ข้าพเจ้าไม่เคยมีโชคดีที่จะได้เห็นตัวจริงของท่าน แต่ก็กล้าที่จะกล่าวว่า "ข้าพเจ้ารู้จัก 'ศรีบูรพา'" ซึ่งแน่นอน ย่อมเป็นการรู้จักเช่นเดียวกับผู้อ่านจำนวนไม่น้อย คือรู้จักจากงานเขียนของเขาเพราะข้าพเจ้าเชื่อว่างานเขียนของผู้ใดก็เป็นกระจกสะท้อนให้เข้าใจในภูมิความรู้ สติปัญญา เจตจำนง และจิตใจของนักเขียนผู้นั้น ยกเว้นนักเขียนที่ชอบแสดงบทบาทของนักแสดงบนเวที ซึ่งเล่นไปตามบทที่ผู้กำกับการแสดงกำหนดให้ ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่า เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลามาพูดถึงนักเขียนประเภทนั้น เพราะการเขียนภายใต้การกำกับของบุคคล หรือเหตุใดเหตุหนึ่ง งานเขียนชิ้นนั้นย่อมเป็นหุ่นที่ปราศจากวิญญาณ
ข้าพเจ้าสนใจการอ่านและติดใจในหนังสือของ "ศรีบูรพา" ตั้งแต่เมื่อไรจำไม่ได้แน่นอน แต่จำได้ว่า เคยอ่านหนังสือที่ "ศรีบูรพา" เขียนหลายครั้ง เมื่ออ่านครั้งใดก็ได้เห็นได้สัมผัสกับความจริงใจที่ผู้เขียนสอดแทรกไว้ในเนื้อความเหล่านั้น นอกจากนี้ "ศรีบูรพา" ยังทำให้ข้าพเจ้าทึ่งในสำนวนที่สุภาพราบเรียบซึ่งควรจะเป็นสำนวนของนักเขียนสตรีมากกว่า
นักเขียนชาย เมื่อมาได้อ่านประวัติบางตอนของ "ศรีบูรพา" ซึ่งนักเขียนผู้อื่นกล่าวถึงและได้ฟังคำบอกเล่าจากผู้เป็นมิตรสหายของ "ศรีบูรพา" จึงทราบว่า สำนวนภาษาที่เรียบและนุ่มนวลแม้จะกล่าวในขณะอารมณ์แรงนั้นก็ออกมาจากจิตใจที่กอปรด้วยพื้นนิสัยอันอ่อนโยนเป็นสำคัญ การที่ข้าพเจ้าเขียนบทความ "รู้จัก 'ศรีบูรพา'" นี้ก็ด้วยความชื่นชมในคุณค่าแห่งการเขียนเช่นเดียวกับเมื่อ "ศรีบูรพา" ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งในบทความที่เขาเขียนไว้อาลัย ม.จ. อากาศดำเกิง รพีพัฒน ในเรื่อง "ชีวิต ม.จ. อากาศฯ ในโลกหนังสือ" ว่า
ท่านผู้อ่านโปรดจำไว้อีกครั้งหนึ่งว่า ข้าพเจ้าไม่ได้เขียนเรื่องนี้เพื่อสดุดี
เกียรติคุณนักประพันธ์หนุ่มแห่งสยาม เขียนไว้อาลัยในบุคคลผู้ได้ทำ
ประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเอาใจใส่ว่า เขาผู้ทำประโยชน์
นั้นคือใคร
นั่นคือความจริงใจของ "ศรีบูรพา" เมื่อเขาเขียนเรื่องเกี่ยวกับท่านอากาศฯ และนี่ก็เป็นความจริงใจของข้าพเจ้า ในขณะที่ข้าพเจ้าเรียน "รู้จักศรีบูรพา" เพราะข้าพเจ้าเห็นว่า "ศรีบูรพา" เป็นหนึ่งในจำนวนนักเขียนที่มีความจริงใจในการเขียนอันถือว่าเป็นคุณสมบัติที่สำคัญยิ่งของนักเขียน
"ศรีบูรพา" มีผลงานเขียนทั้งบทความ สารคดี และนวนิยาย แต่ผู้อ่านส่วนใหญ่รวมทั้งข้าพเจ้าด้วย มารู้จัก "ศรีบูรพา" จากงานประเภทนวนิยายและเรื่องสั้น ซึ่งข้าพเจ้ายังสามารถหาหนังสือเหล่านั้นมาอ่านทวนซ้ำอีกครั้งด้วยความรู้สึกว่า บัดนี้เราจะไม่มีโอกาสได้อ่านงานเขียนของท่านผู้นี้อีกแล้ว
จากนวนิยายและเรื่องสั้น ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนรู้จัก "ศรีบูรพา" สองคน คนหนึ่งมีลักษณะเหมือน "โกเมศ" ในเรื่องจนกว่าเราจะพบกันอีก ตอนที่เขายังไม่ได้พบกับ"แนนซี" เพื่อนหญิงชาวออสเตรเลีย ซึ่งออกปากกับเขาว่า "เขาเป็นชายหนุ่มที่น่าสงสาร เป็นคนที่มีบาปกรรม เป็นคนที่ยืนอยู่บนอากาศ มีแต่ตัวเปล่าไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งในตัวเลย" ส่วน "ศรีบูรพา" อีกคนหนึ่งนั้นก็มีลักษณะเหมือน "โกเมศ" เช่นกัน แต่เป็นตอนที่"แนนซี" ได้พูดกับเขาว่า "โกเมศ ความจริงนั้นเธอได้เริ่มเป็นตัวของเธอเองแล้ว เธอบรรจุชีวิตลงไปในตัวของเธอแล้ว"
ที่ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้ก็ด้วยความรู้สึกว่านวนิยายและเรื่องสั้น ซึ่ง "ศรีบูรพา" ผลิตออกมาในช่วงแรก เช่น ปราบพยศ หัวใจปรารถนา แสนรักแสนแค้น มารมนุษย์ โลกสันนิวาส เป็นต้น เป็นนวนิยายในลักษณะที่หาอ่านได้ทั่วไปและออกจะมีอยู่กลาดเกลื่อน
ทั้งนี้โดยพิจารณาจากโครงเรื่อง (plot) และแก่นเรื่อง (theme) เป็นสำคัญ เมื่อผู้ใดอ่านปราบพยศ แล้วอดคิดถึง ศัตรูของเจ้าหล่อน ของ "ดอกไม้สด" เสียไม่ได้ ด้วยความคล้ายคลึงกันในด้านโครงและแนวคิด เพราะนวนิยายที่กล่าวมานั้น คงวนเวียนอยู่ในเหตุแห่งความรัก ความแค้น ความเข้าใจผิด ความไม่สมหวัง และอุดมคติของชีวิตที่ฉาบฉวยซึ่งพบได้ในนวนิยายทั่วไป ฉะนั้นจึงไม่มีอะไรเด่นประทับใจ นอกจากนั้นตัวละครของ"ศรีบูรพา" ในยุคแรกออกจะนิยม "ฝรั่ง" อยู่ไม่น้อย เห็นตัวอย่างได้จากการกินไข่ลวกก็ต้องเป็น "ไข่เล็กฮอร์น" ซึ่งกล่าวไว้ตอนต้นของเรื่องสั้นชื่อ "เล่นกับไฟ" ถ้าจะดื่มเบียร์ก็ต้องเป็นเบียร์กลอสเตอร์ เป็นต้น และการใช้คำพูดฝรั่งปนไทยก็ยังเห็นอยู่บ่อยๆ ดังในเรื่อง ปราบพยศ เช่น
"เธอยังอันเดอร์สแตนด์ แม่ยวนใจน้อยนัก" หรืออีกตอนหนึ่งของนางเอกที่พูดกับพระเอกซึ่งมาขอสมัครงานว่า "คุณรู้สึกบ้างหรือเปล่าว่าแอพพลิเคชั่นของคุณไม่ได้แซสตีส-ไฟฉันอย่างเพียงพอ"
ถ้าจะมองอีกด้านหนึ่งว่า "ศรีบูรพา" เขียนเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้เมื่อ ๔๐ ปีมาแล้ว และการใช้คำพูดฝรั่งผสมไทยก็ยังเป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบัน น่าจะนับว่า "ศรีบูรพา"ทันสมัยมากที่คิดเช่นนั้นได้ แต่นวนิยายและเรื่องสั้นของ "ศรีบูรพา" ยุคต่อมาจะเห็นความเป็นเอกลักษณ์ของผู้เขียนเด่นอยู่ในเชิงเค้าโครงเรื่อง แนวคิด และภาษา เมื่อเปรียบเทียบกันเช่นนี้แล้ว ข้าพเจ้าจึงรู้สึกว่านวนิยายและเรื่องสั้นในยุคแรกนั้นดูจะธรรมดาสามัญไปทีเดียว ทั้งนี้ข้าพเจ้าขอย้ำว่า การเปรียบเทียบกันของงานเขียนของ "ศรีบูรพา" เอง จะกล่าวว่าเป็น
การแสดงวิวัฒนาการการเขียนของ "ศรีบูรพา" อย่างน่าชื่นชมก็ได้ เพราะถ้า "ศรีบูรพา" เป็นนักไต่เขา เขาก็มีแต่บันไดที่สูงขึ้น สูงขึ้นทุกทีจนสามารถขึ้นถึงยอดเขาและเป็นจุดแม่เหล็กให้นักเขียนรุ่นเยาว์ใคร่ป่ายปีนได้เช่นนั้นบ้าง
นวนิยายและเรื่องสั้นที่ชวนให้ข้าพเจ้ารู้สึกเสมือน "ศรีบูรพา" เป็น "โกเมศ" คนที่ ๒ คือ หลังจากที่รู้จักกับแนนซีแล้ว เช่น สงครามชีวิต จนกว่าเราจะพบกันอีก แลไปข้างหน้า และรวมเรื่องสั้นที่ชื่อว่า รับใช้ชีวิต เรื่องต่างๆ เหล่านี้ดูมีความจริงจังหนักแน่นทั้งแนวคิดและท่วงทำนอง การเขียนเรื่องสงครามชีวิต นั้นเป็นเรื่องที่ชวนให้รู้สึกแห้งแล้งเป็นที่สุด ด้วยเข้าถึงความรู้สึกของผู้อ่าน เพราะทั้ง "ระพินทร์ ยุทธศิลป" และ "เพลิน โรหิตบวร" ต่างต้องจมอยู่กับความยากแค้นขมขื่น คฤหาสน์ของ "ระพินทร์" ที่มีเนื้อที่เพียง ๖ ตารางวา ต้องใช้เป็นทั้งห้องรับแขก ห้องนอน ห้องเขียนหนังสือ ห้องแต่งตัว ห้องนั่งเล่น และห้องกินข้าว ถ้าใช้ตามศัพท์เดี๋ยวนี้ก็ต้องเรียกว่าเป็นห้องอเนกประสงค์ แต่ความจริงมันเป็นห้องที่ใช้เกินความประสงค์ ความอภิรมย์ของชีวิตที่หนุ่มสาวพึงปรารถนาไม่ปรากฏว่าหนุ่มสาวคู่นี้ได้ลิ้มรส ตลอดเรื่องมีแต่น้ำตา จะมีรสหวานชื่นก็เพราะด้วยจิตใจและวิญญาณของนักสู้ที่แข็งแกร่งของทั้งสอง ความสุขของพวกเขาเป็นสิ่งที่ไม่มีใครมองเห็นเพราะมันอยู่ที่หัวใจที่มีน้ำรักต่อกัน
เรื่องที่น่าแห้งแล้ว แต่ผู้อ่านไม่รู้สึกฝืดคอที่จะกล้ำกลืน กลับอ่านด้วยความเพลิดเพลิน ซึ่งเกิดจากความรู้สึกซาบซึ้งในความงามแห่งข้อคิดอันชวนให้ปัญญางอกงาม แท้ที่จริงนั้นผู้ที่ติดตามงานของ "ศรีบูรพา" มาโดยตลอดจะประจักษ์ว่า "ศรีบูรพา" เป็นนักอ่านตัวยง เพราะดูเหมือนจะไม่มีตัวละครเอกเรื่องใดที่ไม่แสดงความชื่นชมในคุณค่าของหนังสือและการอ่าน แต่สำหรับสงครามชีวิต นี้ "ศรีบูรพา" ได้เน้นพิเศษให้เห็นว่า "ระพินทร์" เป็นผู้ที่กระหายการอ่านและเทิดทูนในคุณค่าของหนังสือเพียงไร จดหมายแต่ละฉบับที่เขาเขียนถึงเพลิน ยากที่จะมีฉบับใดที่เขาไม่กล่าวถึงความรักที่เขามีต่อหนังสือเขาเห็นว่าหนังสือเป็นเพื่อน เป็นที่พึ่งทางปัญญา เป็นพาหนะที่ทำให้เขาได้เข้าใจเพื่อนมนุษย์ เขารำพันกับเพลินว่า
เขาเองเห็นคุณประโยชน์ในการอ่านหนังสือเป็นอย่างสูงสุด ไม่
สงสัยสักนิดเดียวว่าจะมีอะไรที่ควรแก่เวลาอันมีค่าของคนเรายิ่งไปกว่านี้ รัก
หนังสือเหลือเกิน รักอย่างจับจิตจับใจ มันเพาะมนุษยธรรมให้งอกงามขึ้นใน
ความรู้สึกอย่างน่าประหลาด
"ศรีบูรพา" ให้ชื่อนวนิยายเรื่องนี้อย่างเหมาะจริงๆ สงครามชีวิต ถูกแล้ว การมีชีวิตทุกวันนี้คือการเข้าสู่สงคราม ที่นับวันดูจะโหดเหี้ยมขึ้นทุกที เราติดตามเรื่องสงครามชีวิต จนจบโดยไม่ต้องพักวาง เพราะความนิยมยกย่องในความเป็นนักสู้ชีวิตของเขาทั้งสอง
เขาสู้กับความยากแค้น ความขมขื่น เยาะหยัน และที่เขาต้องต่อสู้อย่างรุนแรงที่สุดก็คือ สู้เพื่อเอาชนะ "ความยาก" ของตนเอง การที่ "ศรีบูรพา" ให้เพลินตัดสินใจเช่นนั้นอาจเป็นเพราะเขาอยากประชดชีวิตให้สาแก่ใจก็เป็นได้
จากนวนิยายและเรื่องสั้นต่างๆ ของเขาทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่า "ศรีบูรพา" เป็นทั้งนักวิเคราะห์และนักวิจารณ์ชีวิต สิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับชีวิตไม่ว่าส่วนบุคคลหรือสังคมสิ่งแวดล้อม เขาเห็นว่ามีความสำคัญเท่าๆ กัน เพราะมันเกี่ยวพันกัน การที่คนหนึ่งในกลุ่มมีความทุกข์ ความทุกข์นั้นย่อมสะท้อนไปถึงคนอื่นในกลุ่มด้วย ฉะนั้นแนนซีในเรื่องจนกว่าเราจะพบกันอีก จึงพูดกับโกเมศว่า
"...ฉันไม่คิดว่า การมีชีวิตอยู่เพียงแต่จะหากินไปวันหนึ่ง และแสวงหา
ความสุขไปวันหนึ่ง แล้วก็รอวันเจ็บป่วยและตายนั้น เป็นสิ่งที่มีค่าอะไรตาม
ความเห็นของฉัน ชีวิตเช่นนั้นเป็นของว่างเปล่า เท่ากับไม่ได้เกิดมาเลยในโลกนี้
ชีวิตเฉยๆ ไม่มีความหมายสำหรับฉัน ถ้าฉันอยู่ฉันต้องอยู่ในชีวิตที่ดีงาม และ
ชีวิตที่ดีงามนั้นต้องมีอะไรมากกว่าการหากิน การแสวงหาความสุข แล้วก็
รอวันตาย ชีวิตที่ดีงามย่อมมีอยู่และถูกใช้ไปเป็นคุณประโยชน์แก่คนอื่น..."
"ศรีบูรพา" มีความเชื่อมั่นจริงจังว่าการที่สังคมจะเป็นสุขก็เพราะคนในสังคมมีความสุขและความทุกข์ที่ไม่ไกลจนเกินไป แม้บางคนจะยอมรับสภาพความเป็นอยู่ของเขาโดยดุษฎีดังเช่น "จันทา โนนดินแดง" ในเรื่องแลไปข้างหน้า ก็ตาม "ศรีบูรพา" ก็ยังคิดว่ามันค่อนข้างไม่เป็นธรรมเพราะมนุษย์ควรได้คิดและได้รับให้ใกล้เคียงกัน เขาอยากให้มีคนอย่าง "นิทัศน์" ในเรื่องแลไปข้างหน้า และคนจนอย่าง "นายแม่น" ในเรื่องสั้น "ขอแรงหน่อยเถอะ" คนอย่างนี้แหละ ถ้าหันหน้าเข้าหากันจับมือกันด้วยความร่วมมือร่วมใจก็ย่อมผดุงสังคมให้เป็นสุขได้โดยทั่วหน้า
"ศรีบูรพา" ในทัศนะของข้าพเจ้าเป็นนักเขียนที่กล้าหาญ กล้าเขียนในสิ่งที่เขารู้ดีว่าผลที่ตามมาจะเป็นประการใด เขาเขียนด้วยวิญญาณของนักเขียนและด้วยจิตใจของมนุษย์ที่เทิดทูนคุณธรรม ดังจะเห็นได้จากเรื่องลูกผู้ชาย คำนิยามของ "ลูกผู้ชาย" นั้นหลายท่านอาจนึกถึงภาพของ เจมส์ บอนด์ แต่ "ลูกผู้ชาย" ของ "ศรีบูรพา" กลับเป็นผู้มีรูปร่างแบบบาง แต่กำลังใจนั้นแข็งแกร่ง สามารถทนต่อความเจ็บปวดทางใจได้โดยไม่หวั่นไหว เท่าๆ กับที่ไม่รู้สึกสะเทือนใจในบาดแผลทางกาย "มาโนช" ในเรื่องลูกผู้ชาย ไม่เคยเป็นผู้ชนะในสายตาของชาวโลก เพราะเขาถือว่า หน้าที่ของลูกผู้ชายคือการไม่เห็นแก่ตัว ซื่อสัตย์ต่อมิตรและรักษาความยุติธรรมยิ่งชีวิต
คุณธรรมอีกข้อหนึ่งที่ "ศรีบูรพา" เน้นให้เห็นอย่างเด่นชัด คือ การให้อภัยกัน ดังในเรื่องสั้น "มหาบุรุษของจันทิมา" การยอมรับในความบกพร่องของกันและกันเท่านั้นจะช่วยให้คนเราอภัยกันได้ การให้อภัยกันจะยั่งยืนถ้าหากมีการพยายามปรับปรุงแก้ไขไปพร้อมๆ กัน
ข้าพเจ้าได้กล่าวในตอนต้นแล้วว่า "ศรีบูรพา" เป็นนักวิเคราะห์และวิจารณ์ชีวิตที่ละเอียดลออมาก แม้ในเรื่องธรรมชาติของความรัก "ศรีบูรพา" ก็สามารถบรรยายได้อย่างประณีตและลึกซึ้ง จริงอยู่ ผู้อ่านหลายท่านเห็นว่าเรื่องข้างหลังภาพ เป็นเรื่องราวความรักธรรมดา แต่แปลกไปหน่อยหนึ่ง เพราะเป็นความรักต่างวัยระหว่างผู้หญิงที่มีอายุกับชายหนุ่มน้อย ซึ่งโครงเรื่องทำนองนี้นับว่าธรรมดามากสำหรับปัจจุบัน แต่ด้วยศิลปะอันประณีตและความรู้สึกละเอียดอ่อนของผู้เขียน ทำให้ผู้อ่านได้สัมผัสกับอารมณ์อันลึกซึ้งของผู้เขียน และมองเห็นความงดงามที่แฝงอยู่ ความเป็นผู้มีสติและลักษณะของผู้หญิงที่ยังคงรักษาความอายเป็นคุณสมบัติสำคัญของ ม.ร.ว. กีรติที่เชิดชูให้เรื่องข้างหลังภาพ มีคุณค่าเป็นอันมาก การบรรยายความรู้สึกคลุ้มคลั่งของ "นพพร" ในความรักเร่าร้อนที่มีต่อม.ร.ว. กีรติ แล้วก็ค่อยๆ เย็นลงด้วยเหตุการณ์อันสมเหตุผล ทำให้ข้าพเจ้าเห็นว่า "ศรีบูรพา" ไม่ใช่นักเขียนชนิด "ขอไปที" แต่มีความละเอียดพิถีพิถันและยึดความเป็นจริงในงานประพันธ์
ได้กล่าวแล้วว่า ข้าพเจ้ารู้จัก "ศรีบูรพา" จากนวนิยายและเรื่องสั้นที่เขาเขียน ซึ่งถือเป็นหน้าต่างที่เปิดให้ข้าพเจ้ามองเห็นความรู้สึกความคิด และศรัทธาต่อชีวิตของเขา ศักดิ์ศรีของมนุษย์อยู่ที่การสร้างคุณค่าให้เกิดแก่ตนเองเหมือนดังที่โกเมศ นิทัศน์ ระพินทร์ มาโนช ได้ปฏิบัติมาแล้ว เมื่อ "ศรีบูรพา" ให้ "ระพินทร์" บอกว่า "ฉันจะต้องพากเพียรแต่งหนังสือสักเล่มหนึ่งเพื่อความสุขความเจริญของคนทั้งหลาย ฉันจะทำงานชิ้นนี้สำเร็จหรือไม่ แล้วจะสำเร็จในวันใดนั้นเพลินคงจะได้เห็นและพลอยชื่นชมยินดีด้วย" ข้าพเจ้าไม่สงสัยเลยว่า ปณิธานของระพินทร์ ก็คือปณิธานของ "ศรีบูรพา" นั่นเอง และ "ศรีบูรพา" ทำได้มากกว่าที่ตั้งใจ เพราะเขาไม่ได้ฝากงานอันมีคุณค่าไว้เพียงแค่เล่มเดียว หากเขาฝากไว้ให้เราได้ระลึกถึงเขาหลายเล่ม และจะระลึกถึงอยู่ตลอดไป
จริงๆ นะ ถ้าบ้านทุกบ้านในโลกจะเหมือนกันหมด (ด้วยความรื่นรมย์) ก็คงไม่มีใครวิ่งหนีออกจากบ้าน!
จริงๆ นะ ถ้าทุกคนสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า แม้ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน แต่ฉันก็อิ่มใจ ฉันมีคนที่ฉันรัก ทุกหนทุกแห่งคงจะมีแต่สันติสุข!
งานเขียนของเขา คือตัวของเขา
เมื่อข้าพเจ้ารู้จักงานเขียนของ "ศรีบูรพา" ก็เหมือนหนึ่งข้าพเจ้าได้รู้จัก "ศรีบูรพา" ด้วย
สงครามชีวิตของ "ศรีบูรพา"
จากชื่อเรื่องข้างต้น ข้าพเจ้าขอทิ้งความหมายให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจเอง ท่านที่ติดตามงานของ "ศรีบูรพา" ย่อมนึกถึงนวนิยายเรื่องดังของเขา คือเรื่องสงครามชีวิต ส่วนท่านที่เคยรู้จัก "ศรีบูรพา" ย่อมอดคิดไม่ได้ว่าชีวิตของเขานั้น เป็นการต่อสู้ในสงครามจริงๆเพราะเขาต้องเผชิญกับสภาวะคับขันที่ทำให้ชีวิตมิได้ราบเรียบเหมือนเพื่อนนักเขียนส่วนมาก เขาต้องต่อสู้กับความคิดของเขาเอง และความคิดของคนอื่น เขาต้องย้ายที่พำนักอาศัยไปตามสถานที่ต่างๆ ทั้งใกล้และไกล จนท้ายที่สุดแห่งชีวิต เขาต้องไปฝังร่างอยู่ ณ แดนไกล ห่างจากเมืองเกิดเมืองพ่อเมืองแม่อย่างน่าใจหาย ฉะนั้นการมีชีวิตของเขาจึงดูเป็นการเข้าสู่สงครามโดยแท้ และบัดนี้ได้ถึงวาระยุติสงครามชีวิตของเขาแล้ว เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ศกนี้เอง (พ.ศ. ๒๕๑๗) ข้าพเจ้าคิดว่าในฐานะที่ "ศรีบูรพา" ได้ฝากผลงานหลายชิ้นไว้ในวงวรรณกรรมไทย วารสารรามคำแหง จึงควรกล่าวถึงเขาบ้างในฐานะที่วงงานของเราอยู่ในเรื่องหนังสือด้วยกัน
ข้าพเจ้าเองไม่เคยรู้จัก "ศรีบูรพา" เป็นการส่วนตัว ไม่เคยแม้จะได้พบตัวเขา ที่รู้จักก็คือ คุณครูชนิด สายประดิษฐ์ ซึ่งเคยสอนหนังสือเมื่อข้าพเจ้าอยู่โรงเรียนมัธยม เพื่อนๆ กระซิบบอกว่า นี่แหละคือภรรยาของคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ "ศรีบูรพา" แต่ความรู้ของข้าพเจ้าเกี่ยวกับ "ศรีบูรพา" ในขณะนั้นน้อยเต็มที คำบอกเล่าของเพื่อนๆ จึงไม่มีความหมายอันใดนัก จนเมื่อวัยของข้าพเจ้าโตพอจะสนใจกับเรื่องความรักของหนุ่มสาว
ขึ้นบ้าง ก็ได้ยินการกล่าวขวัญถึงนวนิยายมีชื่อของ "ศรีบูรพา" คือ ข้างหลังภาพ สงครามชีวิต และจนกว่าเราจะพบกันอีก ซึ่งข้าพเจ้าได้หยิบมาอ่านในขณะนั้น ซึ่งเป็นขณะที่สายตาและความรู้สึกของข้าพเจ้ามองดูโลกอย่างแจ่มใสและบันเทิงอย่างเต็มที่ มีความรำลึกในความรักเหมือนอย่างซินเดอเรลลา ความรู้สึกที่ข้าพเจ้ามีต่อนวนิยายเรื่องเอกดังกล่าวของ "ศรีบูรพา"จึงแห้งแล้งเต็มที นางเอกที่มีอายุมากกว่าพระเอกตั้งกว่าหนึ่งรอบจะไปกันได้อย่างไร มิหนำซ้ำยังเป็นผู้หญิงที่มีคู่ครองแล้วเสียด้วย ฉะนั้นจึงต้องสารภาพว่า ตอนนั้นข้าพเจ้ามองไม่เห็นจริงๆ ว่ามีอะไรอยู่ข้างหลังภาพนั้น ยิ่งเรื่องสงครามชีวิต ยิ่งไปกันใหญ่ มันขมขื่นเกินไปที่ผู้เยาว์ขณะนั้นจะยอมรับความจริงว่า ชีวิตของคนที่เขามีสิทธิ์จะเป็น "พระเอก" และ "นางเอก" ในโลกนี้เหมือนกัน จะลำเค็ญถึงขนาดนั้น และจนกว่าเราจะพบกันอีก ก็ไม่เห็นมีความจำเป็นอะไรที่โดโรธีและโกเมศจะต้องมากำหนดเวลาที่จะได้พบกันอย่างไม่แน่นอนเช่นนั้น
เมื่อหวนมาคิดถึงความรู้สึกในขณะนั้นของข้าพเจ้าแล้ว ก็ให้ละอายแก่ใจอยู่บ้างว่าข้าพเจ้ามีสายตาที่ไม่ยาวเลย จึงมองสิ่งใดก็มองแต่เฉพาะตัว เอาความรู้สึกนึกคิดของตนเป็นที่ตั้ง หาได้มองลึกซึ้งลงไปกว่าตัวหนังสือที่อ่าน เข้าไปให้ถึงความคิดที่แฝงเอาไว้ไม่
มาบัดนี้เมื่อข้าพเจ้ามีหน้าที่เกี่ยวกับหนังสือและการอ่าน จึงได้สำนึกอย่างแท้จริงว่า การอ่านหนังสือที่จะได้รับ "ค่า" ของหนังสือจริงๆ ต้องอ่านให้ได้ "ความคิด" ที่แฝงอยู่เบื้องหลังตัวหนังสือนั้น มิฉะนั้นแล้วการอ่านก็หามีความหมายอันใดไม่ และเป็นที่น่าเสียดายเวลาอันมีค่าที่เสียไปในการอ่านนั้น แต่ก็อีกนั่นแหละ ถ้าข้าพเจ้าไม่เริ่มอ่านจากตัวหนังสืออ่านตามอารมณ์ตามใจมาก่อน ก็อาจไม่สามารถวิวัฒนาการการอ่านให้แก่ตนเองในเวลาต่อมาก็ได้
อันที่จริงแล้วชีวิตของคนในโลกนี้ก็เหมือนการเข้าสู่สงครามทั้งนั้น เป็นสงครามที่ตนเองสร้างขึ้นมาบ้าง คนอื่นก่อให้บ้าง และบ้างก็เป็นสงครามร้อน บ้างก็เป็นสงครามเย็น แต่สำหรับ "ศรีบูรพา" ข้าพเจ้าใคร่กล่าวว่า เขาต้องเข้าสู่สงครามชีวิตโดยที่ตัวเองมิได้เจตนาให้เป็นเช่นนั้น หากเพียงแต่ก้าวความคิดของเขาค่อนข้างยาวไกลกว่าความรู้สึกความเข้าใจของผู้อ่านในขณะนั้น ด้วยผู้อ่านวัยเยาว์ก็เข้าไม่ถึงความคิด ผู้อ่านวัยสูงก็มองเห็นว่าความคิดของเขาเป็นอันตรายอันจะนำความไม่สงบทางความคิดให้เกิดขึ้นในคนทั้งหลาย ฉะนั้น "ศรีบูรพา" จึงต้องได้รับเชิญให้เปลี่ยนนิวาสสถานจากบ้านหลังย่อมส่วนตัว ไปอยู่คฤหาสน์ที่แวดล้อมด้วยผู้คนที่จะคอยควบคุมดูแลเขาให้อยู่ในแวดวงที่กำหนด แต่การควบคุมนั้น ก็ควบคุมได้แต่ทางกาย ทางใจ ทางความคิดหาควบคุมได้ไม่ ฉะนั้น "ศรีบูรพา" จึงผลิตงานของเขาส่งออกมายังผู้อ่านได้อีก คือเรื่องแลไปข้างหน้า ซึ่งความคิดที่ผู้เขียนแฝงไว้ในเรื่องตรงกับชื่อเรื่องที่ "ศรีบูรพา" อยากเชิญชวนให้ผู้อ่านทั้งหลายคิดแลไปข้างหน้าจริงๆ จากเวลาที่หนังสือเล่มนี้ได้พิมพ์มาร่วม ๒๐ ปีแล้ว ผู้อ่านจะเห็นได้ว่าการชวนให้ผู้อ่านคิดแลไปข้างหน้า นั้นเป็นความจำเป็นหรือไม่เพียงใด
งานเขียนของ "ศรีบูรพา" ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย เรื่องสั้น หรือสารคดี มีจุดหมายเน้นหนักชวนให้คิดในแง่ของการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก ซึ่งความผาสุกจะเกิดขึ้นยั่งยืน ก็ด้วยต่างคนมีความสุจริตใจและความเมตตาต่อกันอย่างแท้จริง มิใช่เสแสร้งเพียงแค่เหตุการณ์เฉพาะหน้า จากเรื่องแลไปข้างหน้า อันเป็นนวนิยายเรื่องสุดท้ายที่ยังไม่สมบูรณ์นั้น แสดงให้เห็นภาพตัวแทนของบุคคลสามประเภท คือประเภทหนึ่งคิดว่าตนเองมีอภิสิทธิ์และวิเศษกว่าคนอื่น เพราะเผอิญได้เกิดในวงศ์วานว่านเครือ ที่มีทั้งเชื้อและทรัพย์สิน อีกประเภทหนึ่งคือบุคคลที่คิดว่า คนจะดีมีทรัพย์มีศักดิ์ และมีคนนับถือก็ด้วยคุณงามความดี และความรู้ความสามารถที่ตนจำเป็นต้องสร้างสมขึ้นเองด้วยใจอันมีคุณธรรม เช่น นิทัศน์ ในเรื่องนี้ อีกประเภทหนึ่ง คือ บุคคลที่ยอมรับสภาพการณ์ทุกอย่างที่บังเกิดแก่ตนไม่ว่าดีหรือร้ายโดยดุษณี และได้รับเท่าใดก็รู้สึกดีเกินพอแล้ว เช่น จันทา โนนดินแดง เพราะท่านอาจารย์ของจันทาได้พร่ำสอนในเรื่องกรรมให้เข้าใจว่า กรรมเก่าได้สร้างสรรค์จันทาให้เป็นอย่างที่เขาเป็นอยู่ในชาตินี้ ฉะนั้นเขาควรพอใจและพยายามสร้างกรรมให้ดียิ่งขึ้น เพื่อที่จะได้รับผลสนองที่ดียิ่งขึ้นกว่าในปัจจุบัน ซึ่งคำสอนของท่านอาจารย์มิใช่คำสอนที่ผิด ถ้าเราจะตีความหมายของ "กรรม" ว่า "การกระทำ" ซึ่งนิทัศน์พยายามพิสูจน์ให้เห็นว่า การกระทำอันประกอบด้วยความตั้งใจมั่น ไม่ท้อถอย การฝึกสติปัญญาให้แหลมคมด้วยการคิดและความสำนึกว่าตนมีความเป็นมนุษย์เท่าคนอื่น จึงมีสิทธิ์ที่จะยืนอยู่ในโลกนี้ด้วยความมีศักดิ์ศรีที่ตนจำเป็นต้องสร้างขึ้นเอง ภายในขอบเขตแห่งความถูกต้องตามทำนองคลองธรรม นี่คือ "กรรม"ที่มนุษย์ผู้สำนึกในความผิดชอบชั่วดีพึงสังวรและสั่งสม แม้ในเรื่องแลไปข้างหน้า "ศรีบูรพา" จะเน้นเรื่องความเหลื่อมล้ำต่ำสูงระหว่างชนชั้น แต่สำหรับข้าพเจ้าอยากชวนให้ผู้อ่านได้พินิจแนวแห่งการดำเนินชีวิตของนิทัศน์ เพราะคนอย่างนิทัศน์นี่แหละคือคนที่ช่วยผดุงสังคมให้อยู่ในเหตุผลและร่มเย็นเป็นสุขได้ น่าเสียดายที่เรามีโอกาสอ่านเฉพาะในตอนปฐมวัย ถ้าหาก "ศรีบูรพา" ได้เขียนต่อในตอนต่อไปคือชีวิตของผู้ใหญ่ บางทีอาจจะช่วยให้ผู้อ่านมองเห็นชีวิตของนิทัศน์ได้สมบูรณ์ขึ้น
มีผู้อ่านบางคนเห็นว่า สงครามชีวิต เป็นเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังของหญิงชายคู่หนึ่ง แต่ในความเห็นของข้าพเจ้า สงครามชีวิต เป็นนวนิยายที่ให้กำลังใจแก่ผู้อ่านเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้ที่ท้อแท้และหมดกำลังใจที่จะผจญกับชีวิตอันเหี้ยมโหดลำเค็ญในโลกนี้ ข้าพเจ้าไม่อยากคิดว่าในโลกนี้โหดเหี้ยมจนไม่มีที่ว่างพอจะให้เราได้สูดกลิ่นอายแห่งความอบอุ่นเย็นใจบ้าง ตราบใดที่โลกนี้ยังไม่สิ้นสายลมและแสงแดด ทุกคนก็ยังมีสิทธิ์ที่จะสูดไออุ่นและไอเย็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ายอมคิดตามคำเตือนและวิงวอนร้องขอของระพินทร์ที่ได้กล่าวแก่เพลิน สาวคนรักของเขาว่า
ฉันขออ้อนวอนเพลิน...อย่าได้ชำเลืองดูชีวิตบุคคลที่สูงกว่าเรา พวกนี้
เป็นภัยที่สุดสำหรับคนอย่างเธอและฉัน จำไว้ว่า ความมั่งมีที่เราอยากได้ แต่
ไม่สามารถขึ้นถึงจะฆ่าเธอ สภาพที่จนกว่าต่ำกว่านั่นแหละจะช่วยต่อชีวิต
ของเธอให้ยืนยาว
เมื่อฟังคำอ้อนวอนของระพินทร์แล้ว บางท่านอาจคิดว่า นี่สอนให้คนงอมืองอเท้าคอยรับแต่สิ่งที่จะผ่านมา ซึ่งอาจดีขึ้นหรือเลวลงยิ่งกว่าสภาพที่เป็นอยู่ จริงอยู่ที่จะคิดเช่นนั้นก็ได้ แต่ถ้าผู้อ่านติดตามเรื่องสงครามชีวิต ไปให้ตลอดก็จะเห็นว่า ระพินทร์มิได้งอมืองอเท้าคอยรับโชคชะตาที่สุดแต่จะผ่านมา ตรงกันข้ามระพินทร์ได้ตั้งหน้าสะสมทรัพย์ทางปัญญาของเขาทุกค่ำคืน เพราะเขารู้ดีว่า ทรัพย์ทางปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้เขาสามารถก้าวขึ้นสูงเทียมทันคนอื่น ปัญญาจะทำให้เขารู้จักคิด รู้จักปรับปรุงสภาพชีวิต และสติที่เขาจะได้รับจากทรัพย์ทางปัญญานี้คอยบอกเขาว่า ควรกำหนดแวดวงชีวิตอย่างไรจึงจะเหมาะสมดีงามและอบอุ่นเป็นสุข ระพินทร์จะทำได้สำเร็จแน่นอน ถ้าเพียงเขาจะได้รับความสนับสนุนให้กำลังใจสักเล็กน้อย ความรักช่วยให้ชีวิตเดินไปสู่จุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้เร็วยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าถ้าสิ้นความรักแล้วจะสิ้นทุกสิ่ง เพราะหน้าที่ของมนุษย์ยังมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือ ความรักมนุษยชาติ ข้อสำคัญขอให้เป็นความรักเพื่อมนุษยชาติจริงๆ อย่าแอบแฝงด้วยความรักตัวเอง แล้วบังหน้าด้วยความรักมนุษยชาติ
สงครามชีวิต เป็นชื่อที่ฟังดูห้าว แต่ก็ได้ความจริงของชีวิตของคนที่ต้องนับเงินเศษอยู่ทุกวี่ทุกวันมาให้ผู้อ่านได้เข้าใจจนซึ้งถึงใจ และพลอยทำให้เข้าใจว่า ทำไม "แนนซี" ในเรื่องจนกว่าเราจะพบกันอีก จึงไม่ยอมหยุดทำงาน แม้รู้อยู่เต็มอกว่าตนกำลังป่วย ก็เพราะด้วยความเห็นใจคนที่ต้องนับเศษสตางค์ หรือบางวันก็ยิ่งกว่านั้น คือหาเศษสตางค์ด้วยการแบมือขอรับจากคนอื่น
แม้ชีวิตของ "ศรีบูรพา" จะต้องผจญสงครามอยู่เกือบตลอดทั้งชีวิตของการเป็นนักหนังสือพิมพ์และนักเขียน แต่ "ศรีบูรพา" ก็หาได้เป็นบุคคลที่กระด้างเหี้ยมเกรียมแต่ประการใดไม่ จากข้อเขียนและคำบอกเล่าของมิตรสหายหรือผู้ที่รู้จักเขาต่างก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า "ศรีบูรพา" เป็นคนสุภาพอ่อนโยนและนุ่มนวล มีน้ำใจต่อเพื่อนและบุคคลที่เผอิญได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ข้าพเจ้าใคร่เชื่อคำกล่าวเช่นนั้น คงไม่เกินจริงถ้าเรายอมรับกันว่า งานเขียนของผู้ใดก็ย่อมสะท้อนทัศนคติ ความคิด ความรู้สึก ความประณีตละเอียดอ่อนหรือความหยาบกระด้างของผู้เขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร สำหรับงานเขียนของ "ศรีบูรพา" ข้าพเจ้าเชื่อว่า ผู้อ่านจะได้สัมผัสกับสำนวนอันละเมียดละไม ความคิดที่ละเอียดอ่อนและความรักที่เทิดทูนในคุณธรรมซึ่งสะท้อนออกมาจากคำเจรจาของตัวละครในนวนิยายและเรื่องสั้นของเขาทุกเรื่อง ดังตัวอย่าง เมื่อเขากล่าวถึงความรักตอนหนึ่งในเรื่องสงครามชีวิต ซึ่งเพลินพูดกับระพินทร์ว่า
ดิฉันโปรดความรักในทำนองมิตรภาพ ความรักที่ไม่ต้องพึ่งพาอาศัย
ความสัมผัสเป็นโครงเป็นฐาน เป็นความรักที่น้ำใจอย่างเดียวเท่านั้นที่หล่อเลี้ยง
ไว้ได้ ทั้งแช่มชื่นและอ่อนโยน
เมื่อได้ฟังอย่างนี้แล้ว ข้าพเจ้าเชื่อว่าผู้อ่านก็คงเหมือนข้าพเจ้าที่เกิดความซาบซึ้งว่า ความรักนั้นช่างมีอานุภาพที่เกรียงไกรและเป็นแสงสว่างที่ใสกระจ่างอะไรปานนั้น
อีกตอนหนึ่งในเรื่องสั้น "มหาบุรุษของจันทิมา" ผู้เขียนได้ให้จันทิมากล่าวกับไกวัล สามีคนใหม่หลังจากที่สิ้นสุดความอดทนต่อความหยาบกระด้างของเขาว่า
"...ถ้าฉันไม่เคยพบนภดล (สามีเก่าของจันทิมาที่สิ้นชีวิตแล้ว) ไม่ได้
แต่งงานและไม่ได้รับอบรมจากนภดล ฉันก็จะมาพบและมาอยู่กับคุณไม่ได้
แน่นอน ในธาตุแท้ของฉันนั้นฉันไม่ดีพอ ไม่อดทนพอ และไม่เสียสละพอที่
จะปล่อยให้สามีของฉันดื่มเหล้า เที่ยวผู้หญิง และประพฤติสิ่งที่ไม่ถูกใจฉัน
ได้เกินกว่าหนึ่งเดือน แต่นภดลได้มาหล่อหลอมจิตใจให้ฉันใหม่ ทำให้ฉัน
สามารถมีดวงตาอันแจ่มกระจ่างที่จะแลเห็นส่วนดีงามที่ปนอยู่ในส่วนที่เลวทราม
ของคนทุกคน ทำให้ฉันสามารถแยกส่วนดีงามออกมาชื่นชมได้และสามารถ
ปัดเป่าสิ่งโสโครกในคนๆ เดียวกันออกไปจากลมหายใจได้ เพราะรู้ความจริงว่า
ธรรมชาติได้ปรุงแต่งให้มนุษย์เป็นมาเช่นนั้นและน้อยคนที่จะเอาชนะ
ธรรมชาติได้"
คำกล่าวของจันทิมาเป็นความจริงแท้ โลกนี้จะมีสันติสุข ผู้คนจะอยู่ร่วมกันได้ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ก็เพราะทุกคนต่างยอมรับในความดีและความบกพร่องซึ่งกันและกัน ช่วยกันเสริมความดีและแก้ไขความบกพร่อง ข้าพเจ้าเชื่อว่านี้คือเจตนารมณ์ของ "ศรีบูรพา" ที่แฝงไว้ในงานเขียนของเขา เป็นเจตนารมณ์และอุดมคติที่ดีงาม จึงหวังว่าท่านผู้อ่านจะได้รับความคิดที่ "ศรีบูรพา" พยายามฝากไว้ ไม่ว่าจะในสารคดี นวนิยายหรือเรื่องสั้น
ขอให้ท่านผู้อ่านและข้าพเจ้าร่วมจิตกันอนุโมทนาให้ "ศรีบูรพา" จงประสบความสุขจากเจตนาและศรัทธาอันดีงามต่อชีวิตที่เขาพยายามกระทำแล้ว ถ้าเลือกได้ ต่อไปนี้ขอให้ชีวิตของเขาประสบแต่ "สงครามแห่งสันติสุข" เถิด.
จากหนังสือวรรณกรรมวิจารณ์ ตอนที่ ๒ ของ รัญจวน อินทรกำแหง ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๒๑
|