|
ความรักของ "ศรีบูรพา"
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
"ความรักของผู้หญิงไม่ใช่สิ่งที่เกิดในฟากฟ้า ความรักโดยมากก็เหมือนกับสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายเกิด แก่ และตาย"
แสนรักแสนแค้น ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๓
"สิ่งที่เรียกว่าความรักระหว่างชายกับหญิงนั้น ถ้ามี ก็เป็นแต่ความรัก
ในวงแคบๆ นิดเดียว แนนซีได้มาสอนฉันให้รู้จักความรักที่แผ่กว้างออกไป
ในชุมนุมมนุษย์ ความรักที่พึงให้แก่มนุษย์ผู้เกิดมาอาภัพ ยากจนข้นแค้น"
จนกว่าเราจะพบกันอีก พ.ศ. ๒๔๙๓
"...เราทั้งสองจะต้องจากกันในไม่ช้า และต่างก็จะไปติดต่อสมาคม
กับคนทั้งหลายที่เคร่งครัดในเหตุผลและศีลธรรมจรรยา...เธอเชื่อหรือว่า
สมาคมมนุษย์จะรับรองกฎธรรมชาติที่เธอยกขึ้นกล่าวแก้ นพพร โปรดเชื่อฉัน
เธอต้องเพียรเผชิญกับของจริง ของจริงเท่านั้นที่เป็นคำพิพากษาโชคชะตาใน
ชีวิตของเรา กฎเกณฑ์และอุดมทัศนีย์อาจงามกว่า แต่ก็มักจะไร้ค่าในทาง
ปฏิบัติ"
ข้างหลังภาพ พ.ศ. ๒๔๘๐
๑. "มนุษยภาพ" กับความรัก
"ศรีบูรพา" หรือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นคนกรุงเทพฯ เกิดวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ.
๒๔๔๘ ตรงกับปีมะโรงในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ บิดาเป็นเสมียนเอกกรมรถไฟ มารดาชื่อสมบุญ เป็นคนสุพรรณบุรี ครอบครัวฝ่ายบิดาเป็นชาวกรุงเทพฯ มีอาชีพเป็นหมอยารักษาตา มีบ้านอยู่ใกล้วัดหัวลำโพง กุหลาบมีพี่สาวคนเดียว แต่งงานกับ ชนิด ปริญชาญกล อาชีพครูและแปลหนังสือนามปากกาว่า "จูเลียต" มีบุตรสองคน กุหลาบถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๗ ณ นครปักกิ่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สิริอายุได้ ๖๙ ปี
บทความนี้ต้องการศึกษาความคิดทางการเมืองและสังคมหรือโลกทัศน์ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ โดยผ่านงานเขียนจำนวนหนึ่ง ที่ผ่านมาการวิเคราะห์วิจารณ์วรรณกรรมของกุหลาบพิจารณาผ่านหรือจากกรอบโครงของทฤษฎีการเมืองสังคมนิยมเป็นหลัก ทัศนะของเขาจึงถูกชี้นำและวัดด้วยไม้บรรทัดของทฤษฎีการเมือง แทนที่จะศึกษาและอ่านข้อเขียนทั้งหมดของเขาอย่างจริงจัง และวิเคราะห์จากงานและพัฒนาการในความคิดของเขาออกไปสู่โลกภววิสัยอย่างวิภาษวิธี
เรามาเริ่มที่การศึกษา กุหลาบผ่านโรงเรียนวัดจากประถมถึงมัธยม คือเริ่มที่วัดหัวลำโพงมาจบมัธยม ๘ ที่วัดเทพศิรินทร์ ต่อมาสอบได้ธรรมศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง กุหลาบมีแววเป็นนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์มาแต่สมัยเป็นนักเรียน ได้ออกหนังสือประจำห้องเรียน โดยเขียนบทกวีและเรื่องอ่านเล่นตลกๆ
จากนั้นเริ่มเขียนบทความให้หนังสือพิมพ์ ด้วยความชอบในการเขียนจึงไปเรียนพิเศษที่สำนักรวมการแปล พร้อมกับเพื่อนร่วมโรงเรียน ที่นี่พวกเขาได้รับนามปากกาที่ขึ้นต้นว่า "ศรี" คือกุหลาบเป็น "ศรีบูรพา" ชะเอม อันตรเสน เป็น "ศรีเสนันตร์" และ สนิท เจริญรัฐ เป็น "ศรีสุรินทร์" การเขียนเรื่องและบทกวีในระยะนั้นกุหลาบบันทึกว่า "เป็นการเขียนเพื่อเกียรติยศและเพื่อบันเทิงใจมิใช่เพื่อวิชาชีพ"
แต่หลังจากจบการศึกษามัธยม ๘ เส้นทางชีวิตและการงานของกุหลาบก็ค่อยเหเข้าสู่ถนนการประพันธ์ เขาเคยเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ คิดจะรับราชการ แต่ถูกกีดกันจึงล้มเลิกความคิดนั้นเสียสิ้น ความถนัด ความสามารถบวกกับวิญญาณของคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่กำลังเติบใหญ่และเข้มแข็ง ทำให้อาชีพและการงานอื่นๆ ดูจะไม่ต้องโฉลกกับตัวเขายิ่งไปกว่างานการเขียน ซึ่งเขากล่าวต่อมาในภายหลังว่า ต่างอย่างสำคัญจากผลงานอื่นๆ ในข้อที่ว่ามันอาจทำให้คนที่เสพนั้นเป็นคนดีหรือเลวได้
กุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นผู้หนึ่งซึ่งร่วมก่อตั้งและผลักดันการหนังสือพิมพ์ในประเทศนี้ให้ก้าวรุดหน้าและมีศักดิ์ศรีของความเป็นฐานันดรที่สี่ จากสุภาพบุรุษ รายสัปดาห์ ถึงบางกอกการเมือง ไทยใหม่ ผู้นำ ศรีกรุง อันเป็นระยะที่ประเทศยังปกครองภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นบรรณาธิการประชาชาติ ประชามิตร สุภาพบุรุษ ในยุคประชาธิปไตย กุหลาบได้นำเสนอข้อคิดใหม่ๆ ที่สำคัญแหลมคมและวิพากษ์อย่างยิ่งออกมาโดยปราศจากความกลัวหรืออคติและความอิจฉาแต่ประการใด เป้าหมายการเขียนของเขาคือ "เพื่อปรับฐานะของมนุษย์ให้ได้ระดับอันที่ทุกคนควรจะเป็นได้" ("มนุษยภาพ" ๒๔๗๔) เขาจึงไม่ลังเลที่จะพุ่งคมปากกาไปยังชนชั้นปกครองและผู้มีอำนาจทั้งหลาย แน่นอนด้วยวิธีการเขียนที่เป็น "สุภาพบุรุษ" ด้วยภาษาและท่าทีความคิดของผู้มีปัญญาหรือมีอารยธรรม อันชนชั้นสูงเทิดทูนยกย่องกันอย่างอึงคะนึง หากแต่กุหลาบได้แตะต้องหัวใจอันสำคัญยิ่งของสังคมไทยเก่า ด้วยการใช้อารยธรรมและปัญญานั้นอย่างเสมอ
าคเท่าเทียมกันกับบรรดาชนชั้นสูง แทนที่จะใช้มันอย่างคนชั้นต่ำหรือไพร่ คือเพื่อการประจบสอพลออำนาจและหลอกลวงคนอื่นไปวันๆ บทความที่เป็นตัวแทนของกุหลาบในช่วงสุดท้ายก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือเรื่อง "มนุษยภาพ" (ต้นฉบับสมบูรณ์ตีพิมพ์ในวารสารธรรมศาสตร์ ปีที่ ๑๙ : ๑ ม.ค.-เม.ย. ๒๕๓๖ หน้า ๗-๑๗)
แนวคิดสำคัญซึ่งผมคิดว่าก่อรูปเป็นพื้นฐานและแกนของความคิดทางการเมืองและสังคมของกุหลาบ ทั้งในระยะดังกล่าวและกระทั่งต่อมา คือความเชื่อและปรารถนาที่จะเห็นมนุษย์ทั้งปวงเสมอภาคเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษยชน หรือคือเห็นคนเป็นคนนั่นเอง การที่จะมีทัศนะดังกล่าวนี้ได้ ก่อนอื่นเราก็ต้องบูชานับถือ "พระเจ้า" หรือสิ่งสูงสุดร่วมกันเสียก่อน ไม่เช่นนั้นก็จะพูดกันไม่เข้าใจ สิ่งสูงสุดที่กุหลาบเสนอได้แก่ "ความจริง" นี่คือสิ่งที่ใหญ่ยิ่งที่สุด ไม่ใช่กษัตริย์ ขุนนางผู้มีอำนาจ หรือพ่อค้าคหบดีใดๆ นี่คือสิ่งที่ทุกคนในสังคมจักต้องก้มหัวให้ เมื่อทุกคนยอมรับความจริงแล้ว การมองเห็นคนและ "ความเป็นคน" ทั้งในตัวเราเองและในคนอื่นๆ ก็จะบังเกิดขึ้นมาได้ เมื่อเรายอมรับความจริง ก็ย่อมมองเห็นได้ไม่ยากว่า สังคมที่เป็นอยู่นี้ ได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจอันไม่ชอบธรรม คืออำนาจของชนชั้นสูงกับเงิน กุหลาบไม่ได้คัดค้านปฏิเสธ
อำนาจในสังคมและการเมืองอย่างเดียว หากแต่พิจารณาว่าอำนาจเป็นปัจจัยที่นำมาสู่ความ
นิยมหรือการกระทำของคนในสังคม ยากที่จะปฏิเสธมันได้ หากแต่ปัจจัยที่ปรุงแต่งอำนาจ
และคนในอำนาจนั้นๆ ต่างหากที่เป็นสิ่งชักจูงและกระทำให้อำนาจและคนเสื่อมทรามไป
ที่สำคัญการที่อำนาจผันแปรและเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดีได้นั้น มาจากการที่ผู้มีอำนาจไม่กล้าสู้หน้าความจริง ไม่ยอมรับความจริง หากแต่พยายามโกหกและยุแยกบั่นทอน
คนชั้นล่างๆ ไม่ให้รู้จักความจริง การกระทำดังกล่าวจึงยิ่งนำไปสู่ความขัดแย้งแตกแยก
กันหนักยิ่งขึ้น สงครามที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้มาจากอะไรอื่นยิ่งไปกว่าการไม่สู้หน้าความจริงของผู้นำในอำนาจเหล่านั้นนั่นเอง ทางออกของมนุษยชาติตามที่กุหลาบเสนอก็คือ ผู้มี
อำนาจต้องหันมายอมรับความจริง การยอมรับความจริงเท่านั้นที่จะนำมาซึ่งความสงบ
ให้กับสังคม เขาจึงกล่าวว่าความจริงกับความสงบนั้นเป็นของคู่กัน
กุหลาบต้องต่อสู้และวิพากษ์วิจารณ์สิ่งปรุงแต่งของอำนาจในระบอบและสังคมมาโดยตลอด ต่อสู้เพื่อทำให้ความจริงปรากฏ เพื่อให้สังคมบรรลุถึงซึ่งความสงบ หากมองจากแง่มุมนี้ งานเขียนต่างๆ ไม่ว่านวนิยาย เรื่องสั้น และบทความ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๑ คือเรื่องลูกผู้ชาย มาถึงแลไปข้างหน้า ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ก็กล่าวได้ว่าดำเนินไปบนความคิดและโลกทัศน์อันเดียวกันของมนุษยภาพทั้งสิ้น ข้อที่นักวิจารณ์รุ่นหลังๆ กล่าวว่า
งานเขียนโดยเฉพาะนวนิยายและเรื่องสั้นของกุหลาบนั้น มีพัฒนาการที่เริ่มต้นจากทัศนะแบบโรแมนติก (ของชนชั้นนายทุนน้อย) ค่อยๆ ก้าวเขยิบขึ้นสู่ทัศนะก้าวหน้าแบบสัจจะสังคมนิยม จึงเป็นการ "ตัดตีนให้เข้ากับเกือก" เพราะไม่ช่วยให้นักศึกษาได้เห็นและตระหนักถึงความคิดและพัฒนาการทางภูมิปัญญาของกุหลาบอย่างลึกซึ้งได้ หากแต่เป็น
การวิเคราะห์แบบตายตัวตามสูตรพัฒนาการตามลำดับขั้น ซึ่งนำมาจากกรอบวิธีการศึกษาว่าด้วยประวัติศาสตร์วัตถุนิยมของชาวลัทธิมาร์กซิสม์ (ซึ่งมาร์กซปฏิเสธ) ตรงกันข้ามหาก
กุหลาบทำตัวเป็นนักลัทธิมาร์กซิสม์ดังที่เป็นกันอยู่ เขาอาจจะไม่ต้องไปตายยังต่างแดน
ไม่ต้องถูกจับกุมคุมขังหลายครั้งหลายหน เพราะเขาจะสามารถทำตัวเป็น "สิ่งปรุงแต่ง"
ให้อำนาจที่เป็นอยู่ได้ไม่ยากเย็นอะไรเลย ด้วยคุณสมบัติและความสามารถทั้งสติปัญญาและความประพฤติที่อ่อนน้อมถ่อมตน กับฐานะชื่อเสียงในวงการหนังสือพิมพ์ เขาได้รับการ
ทาบทามอยู่เนืองๆ จากผู้มีอำนาจ เช่น ก่อนปฏิวัติ พ.ศ. ๒๔๗๕ ในหลวงรัชกาลที่ ๗
ได้มีพระราชประสงค์ให้กุหลาบมาถวายคำปรึกษาการทำหนังสือพิมพ์ หากแต่เกิดการยึดอำนาจกันเสียก่อนวันนัดพบเพียง ๓ วัน สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม หลังจาก
ที่ "ศรีบูรพา" เขียนบทความคัดค้านลัทธิเชื่อผู้นำชาติพ้นภัย เขาถูกจับ และจอมพล ป.
เขียนจดหมายสองฉบับถึงกุหลาบเพื่อให้มาพูดคุยทำความเข้าใจกัน
การเสนอว่ากุหลาบมีแนวความคิดทางการเมืองและสังคมแบบ "มนุษยภาพ"
ชุดเดียวกันมาโดยตลอดนั้น ไม่ได้หมายความว่างานทุกชิ้นจะมีคุณภาพและเนื้อหารวมทั้งความคิดปรัชญาเดียวกันมาตลอดในชีวิตการประพันธ์ ๒๗ ปี นวนิยายของ "ศรีบูรพา"
มีความแตกต่างกันอย่างแน่นอน ทั้งในเรื่องของท่วงทำนอง ภาษา กลวิธีในการเขียน จนถึง
เนื้อหาความคิด แต่ทั้งหมดวางอยู่บนปรัชญามนุษยภาพดังกล่าว ความแตกต่างสำคัญ
ก่อตัวขึ้นมาจากจุดหมายของสังคมในแต่ละช่วงที่เปลี่ยนแปลงไป และจากพัฒนาการ
ในตัวของกุหลาบเองด้วย ซึ่งปัจจัยหลังนี้น่าจะมีน้ำหนักมาก ดังจะสังเกตได้ไม่ยากว่า
กุหลาบให้ความสำคัญกับการศึกษาในรูปแบบต่างๆ อย่างสูงยิ่ง การเรียนรู้เพื่อเข้าถึงความจริงและทำความจริงให้ปรากฏ เป็นเสมือนคบเพลิงที่สุกสว่างและให้ความอบอุ่นแก่วิญญาณและให้ญาณทัศนะ (vision) ที่มองสังคมในเชิงบวกแก่กุหลาบอย่างไม่จืดจาง
พัฒนาการที่น่าสนใจในเนื้อหานวนิยายของ "ศรีบูรพา" ที่ผมอยากนำเสนอเป็นตัวอย่างเล็กน้อยในบทความนี้ คือทัศนะเรื่องความรัก จากการวิเคราะห์อย่างสังเขป กล่าว
ได้ว่าทัศนะความรักในตัวละครมีสองชนิด คือความรักที่เป็นความทุกข์ เป็นความเห็นแก่ตัว เป็นการเอาชนะเหนือกายและใจของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างสิ้นเชิง ความรักดังกล่าวผมเรียกว่า
ความรักเชิงลบ ปรากฏเป็นแกนหลักของเรื่องเช่นในแสนรักแสนแค้น (พ.ศ. ๒๔๗๓)
มารมนุษย์ (พ.ศ. ๒๔๗๓) สงครามชีวิต (พ.ศ. ๒๔๗๕) เป็นต้น ไม่ต้องสงสัยว่าจุดจบของนวนิยายเหล่านี้คือความเศร้าและหายนะของคู่รักทั้งสอง ที่น่าสังเกตก็คือในทัศนะความรักเชิงลบ ผู้หญิงหรือนางเอกและนางรองมักไม่มีความคิดอันซื่อตรงต่อความรัก
กล่าวคือ ปมเงื่อนที่ผูกให้เกิดเรื่องและปัญหาไปจนกระทั่งอวสาน มาจากทัศนะและความประพฤติอันไม่ถูกต้องทำนองคลองธรรมของผู้หญิงเป็นหลัก ในขณะที่ผู้ชายหรือพระเอกหรือพระรอง เป็นฝ่ายตอบโต้หรือมีปฏิกิริยาต่อความผิดของฝ่ายหญิง ดังนั้นตอนจบของนวนิยาย ผู้หญิงจึงต้องตายด้วยน้ำมือของฝ่ายชายที่คิดว่าการปฏิเสธความรักของเขานั้นคือความผิดอันมหันต์ และคือความไม่ยุติธรรมที่ผู้หญิงกระทำต่อผู้ชาย จุไรตรอมใจตายจากการแก้แค้นของ พโยม สิงหยรรยง ส่วน แม้น นพคุณ ตายด้วยปืนของ ประยูร
พงษ์พินิจ ก่อนหน้านี้นางอารี อดิสัย ก็ตรอมใจตายจากความเจ้าชู้ของพระอารีฯ พล็อต
เรื่องเหล่านี้ไม่ "ก้าวหน้า" และไม่สลับซับซ้อนจนอาจเป็นจุดอ่อนของ "ศรีบูรพา" ได้
หากแต่จุดที่เด่นนั้นอยู่ที่การสร้างบุคลิกและปัจเจกภาพของตัวละครให้โลดแล่นไปในโลก
และสังคมที่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่ง
เมื่อจับเอาตัวละครมานั่งพินิจพิจารณาดู โดยไม่ลืมบริบทและสภาพสังคมในสมัย
ดังกล่าว ภาพของความรักเชิงลบก็ค่อยกระจ่างขึ้นมา นายพโยม สิงหยรรยง บุตรชายคน
เดียวของเจ้าคุณปลัดทูลฉลอง พระยานรราชพัลลภ เป็นตัวแทนของสังคมระบอบเก่าที่กำลังเสื่อมคลาย ในขณะที่เขาเองก็ไม่อาจเอาชนะตัวเองเพื่อก้าวเดินไปข้างหน้ากับสังคมกระฎุมพีที่กำลังก่อตัวขึ้น หากพิจารณาว่า "ศรีบูรพา" ได้แต่งนิยายเรื่องนี้ขึ้นมาในช่วง
เวลาอันกำลังดำเนินเข้าสู่ระยะการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบเก่ามาสู่ระบอบใหม่
ก็อาจกล่าวได้ว่าผู้เขียนวางน้ำหนักไว้ที่สังคมเก่า มากกว่ามุ่งให้คำตอบและจินตนาการถึงสังคมใหม่และคนใหม่ ดังนั้นพระเอกของเรื่องจึงทำหน้าที่ถ่ายทอดและให้ความรู้สึกต่อความเป็นจริงและความเป็นไปของระบอบเก่าอย่างเต็มที่ ความพยาบาทของพโยม
ความมักมากในกามคุณของพระอารีอดิสัย ซึ่งเป็น "คนหนุ่ม สวย มีชื่อเสียงและมีทรัพย์มหาศาล" จึงเป็นเพียงภาพสะท้อนของความจริงในสังคมเก่าส่วนหนึ่ง และในโครงสร้างแห่งอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันของสังคมผู้ชายเป็นใหญ่นี้เองที่ผู้หญิงจะต้องเป็นผู้สังเวยและเป็นเหยื่ออธรรม ดังนั้นความรักที่เกิดขึ้นจึงยากที่จะเป็นความสุขและความสมหวังที่แท้จริงอย่างเสมอภาคกันระหว่างหญิงกับชาย
ในขณะที่ความรักในนวนิยายช่วงหลังคือจากป่าในชีวิต (พ.ศ. ๒๔๘๐) ข้างหลังภาพ (พ.ศ. ๒๔๘๐) มาถึงจนกว่าเราจะพบกันอีก (พ.ศ. ๒๔๙๓) จะมีพัฒนาการของ
ความรักจากอารมณ์ที่หยาบไปสู่อารมณ์ที่ละเอียดมากขึ้น จากความรักของปัจเจกชนไปสู่
ความรักของคนส่วนใหญ่ จากอารมณ์ด้านลบไปสู่อารมณ์เชิงบวก คือเป็นความรักที่ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวเพียงถ่ายเดียว ไม่ใช่การเอาชนะและการทำลายอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อสนองความต้องการของตนเอง หากความรักนำมาซึ่งการเสียสละและความไม่เห็นแก่ตัว จนในที่สุดความรักอย่างใหม่นี้พัฒนาไปสู่การมีความรักในมนุษยชาติ เป็นความรักที่กว้างใหญ่
ไพศาล
ควบคู่ไปกับนัยเชิงบวกของความรัก ก็คือบุคลิกและปัจเจกภาพของผู้หญิงโดดเด่น
ขึ้นมาอย่างมาก ไม่ใช่ด้วยความสวยงามหรือมีเสน่ห์ยั่วยวนใจชายเท่านั้น หากที่สำคัญกว่าอยู่ที่การมีความคิดความอ่านและเหตุผลที่เป็นของตนเอง มีความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้าความจริง กันยา บุตรสาวของคุณหลวงบริบารประชากิจ (ป่าในชีวิต) จึง "ไม่ใช่ผู้หญิงจำพวกโง่ดักดานแถมเย่อหยิ่งอวดดีเหล่านั้น ซึ่งจะจัดการกับคนรักของหล่อนประดุจเชลย" หลังจาก ร.ท. นิกร เสนีย์บริรักษ์ บุตรชายของพลตรี พระยาเดชานุภาพไตรภพ ถูกจับ
ข้อหากบฏบวรเดช คนที่เป็นหลักในการรักษาความรักของคนทั้งสองเอาไว้ก็คือกันยา
เช่นเดียวกัน แนนซี เฮนเดอร์สัน (จนกว่าเราจะพบกันอีก) สตรีชาวออสเตรเลีย เพียงชั่วเวลา ๓ เดือนที่ได้รู้จักกัน ก็ "ได้ให้คุณค่าล้ำลึก" แก่ชีวิตของโกเมศ นักเรียนไทย
ในออสเตรเลีย "ยิ่งกว่าเวลา ๒๒ ปีที่ฉันได้ใช้ไปโดยปราศจากความคิดและความรับผิดชอบ
ใดๆ ในสยาม" เขากล่าวว่า
"สิ่งที่เรียกว่าความรักระหว่างชายกับหญิงนั้น ถ้ามี ก็เป็นแต่ความรัก
ในวงแคบๆ นิดเดียว แนนซีได้มาสอนฉันให้รู้จักความรักที่แผ่กว้างออกไป
ในชุมนุมมนุษย์ ความรักที่พึงให้แก่มนุษย์ผู้เกิดมาอาภัพ ยากจนข้นแค้น"
วันสุดท้ายในชีวิตของเธอ ได้กล่าวแก่โกเมศว่า
"มิตรรักของฉัน เธอรับกับฉันอีกครั้งได้ไหมว่า เมื่อกลับไปบ้านเมือง
ของเธอแล้ว เธอจะใช้สติปัญญาและความมั่นคงอดทนของเธอ ช่วยให้เพื่อน
ร่วมชาติฉลาดเหมือนเธอ และช่วยชี้ทางให้เขาบรรลุความเสมอภาคซึ่งจะนำ
ไปสู่สันติสุขอันยั่งยืน"
สิ่งที่แนนซีมอบให้โกเมศนั้น ไม่ใช่อะไรอื่นหากได้แก่ "ความจริง" "ความเสมอภาค"
และ "ความสงบ" อันเราได้เห็นมาแล้วแต่ต้นว่าเป็นแก่นแกนของความคิดแห่งมนุษยภาพ
ที่กุหลาบได้เสนอมาแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๔ และนี่เองที่ผมเสนอข้อคิดว่า ความคิดทางการเมือง
และสังคมของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ นั้น ไม่อาจตัดตอนออกเป็นท่อนๆ จากช่วง "ประโลม
ใจ" (romance) แล้วกระโดดยกระดับไปสู่ "สัจจะสังคมนิยม" (social realism) อย่างเป็นกลไก หากควรพิจารณาจากกระบวนคิดอันเดียวกันที่พัฒนาไปท่ามกลาง "สิ่งปรุงแต่ง" ของอำนาจในแต่ละยุคสมัย
๒. ปริศนาความรักในข้างหลังภาพ
เช่นเดียวกับนักอ่านรุ่นไม่เยาว์ทั้งหลาย ผมก็รอเวลาที่จะกลับไปอ่านข้างหลังภาพ
นวนิยายชิ้นดีมากของ "ศรีบูรพา" อีกครั้ง ล่าสุดเมื่อผมเห็นข่าวการสร้างหนังเรื่องนี้โดย
เชิด ทรงศรี นักสร้างและผู้กำกับฯ มือเอก ทำให้คิดว่าแทนที่จะกลับไปอ่าน ผมอาจเลือกการ
ไปดูแทน
แต่แล้วเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนังที่สะท้อนมาจากหลายทิศ ประจวบกับการเปลี่ยน
แปลงของชีวิตและเหตุการณ์แวดล้อมอันเป็น "อนิจจังของสังคม" ได้ปิดกั้นการเดินทางไปดูหนังเรื่องนี้วันแล้ววันเล่า จนในที่สุดดึกคืนหนึ่งหลังจากกล่อมสรันยา ลูกสาวคนเล็กหลับไปแล้ว ผมก็เริ่มนั่งอ่านข้างหลังภาพ
ความรับรู้ของผมที่ก่อรูปขึ้นมาขณะอ่านข้างหลังภาพ ในวันที่การถกเถียงเรื่องของ
ความคิดและอุดมคติกำลังเป็น "ของเก่า" ที่หายากและไร้คุณค่าและความหมายไปทุกที ได้แก่การให้น้ำหนักและความยอกย้อนของเรื่องนี้ไปที่ "ปริศนาความรัก" อันเป็นหัวเรื่องที่ ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ ได้เปิดประเด็นและนำเสนอแง่มุมการวิจารณ์อันแหลมคมและท้าทาย
ยิ่งของเขาก่อนแล้ว (โปรดดู "ปริศนาข้างหลังภาพของศรีบูรพา" ในเนชั่นสุดสัปดาห์
วันที่ ๒๓-๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๔ หน้า ๖๙)
ผมติดใจในจุดที่อาจจะเล็กและเชยของเรื่องนี้ก็ได้ นั่นคือว่าด้วยความรักใน
ข้างหลังภาพ ความรักคืออะไร องค์ประกอบของมันคืออะไร จุดหมายและจุดจบของมันคืออะไร (ไม่โพสะโมเดิ้นกับเขาเลยสักนิด)
ความรักคืออะไร
จากการบรรยายและพรรณนาของ "ศรีบูรพา" ทำให้เราได้เห็นว่า ความรักนั้นเป็น
กระบวนการที่มีกาลเทศะ ไม่มีใครรู้แน่นอนถึงปริมาณของการก่อรูปขึ้นของอารมณ์รู้สึกแห่งความรัก หากจะมีก็คือการรู้สึก การสังหรณ์ และที่ชัดมากสุดก็เมื่อเกิดอารมณ์แห่งความเป็นสุขขึ้นมา เนื่องจากความรักต้องเป็นของคนสองคน อารมณ์รักจึงเป็นผลพวงของปฏิสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างคนทั้งสอง หากเราไม่อาจรู้ได้แน่นอนถึงปริมาณในการก่อรูปขึ้นของความรัก แต่สิ่งแน่นอนที่คนมีรักจักต้องประสบก็คือ "ความไม่จีรัง ไม่เที่ยงแท้ ไม่แน่นอน" ของความรัก
หากถือเอาคุณลักษณะข้อนี้เป็นตัวกำหนดความหมายของความรัก ก็กล่าวได้ว่า ความรักคือความไม่แน่นอน คือความเป็นอนิจจังอย่างที่สุด ในข้อนี้ "ศรีบูรพา" ได้สเกตช์
ภาพของความรักที่แท้ไว้แต่เริ่มต้น เมื่อนพพรพบกับ ม.ร.ว. กีรติ เป็นครั้งแรกที่สถานีโตเกียวนั้น "ความบังเอิญ" ก็ปรากฏตัวขึ้นมาในความเป็นปัจเจกบุคคลของทั้งสอง ด้วยการ
ที่ ม.ร.ว. กีรติชอบสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นชุดนักเรียนมหาวิทยาลัยที่นพพรแต่งไปรับ
-สีน้ำเงิน-เธอก็บังเอิญแต่งสีเดียวกัน-สีน้ำเงิน และมีดวงดอกขาว
ประดับอยู่ทั่วผืนผ้า-ทั้งกระโปรงและเสื้อ เป็นสีที่ไม่ฉูดฉาด แต่ถึงเช่นนั้นก็มี
ความภาคภูมิและมีสง่าอย่างบอกไม่ถูก
ทว่าหลังจากที่ความรักของคนทั้งสองได้ก่อรูปและเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ไม่ว่านพพรจะเข้าใจ (อันที่จริงไม่มีใครอาจเข้าใจในความรักได้ เพราะมันคือความไม่แน่นอน
ไม่ใช่หรือ) ในความรักของ ม.ร.ว. กีรติหรือไม่ก็ตาม ในตอนสุดท้ายของเรื่อง "ศรีบูรพา" หรือ "สิ่งที่เป็นใหญ่เป็นประธานในโลก" ผู้กำหนดชีวิตให้ ม.ร.ว. กีรติ (แต่ไม่กำหนดให้กับนพพรด้วย ทำไม) ก็ได้นำพาให้ "ความบังเอิญ" แต่ต้นของชีวิตรักคนทั้งสองนั้น
กลับกลายมาเป็น "ความจริงที่แน่นอน" ขึ้นทีละน้อย
ในวันที่นพพรเดินทางกลับถึงเมืองไทย ที่ท่าเรือบริษัทมิตซุยบุยซันไกซา
ข้าพเจ้ามองไม่เห็นหม่อมราชวงศ์กีรติในหมู่คนเหล่านั้น ต่อเมื่อได้
ทอดสายตาไปทั่วทั้งบริเวณนั้น ข้าพเจ้าจึงแลเห็นร่างงามร่างหนึ่ง ในเสื้อผ้า
ชุดสีน้ำเงินยืนพิงประตูรถซาลูนคันใหญ่ แล้วได้เห็นมือน้อยๆ โบกตรงมายัง
ข้าพเจ้าช้าๆ ข้าพเจ้าก็โบกตอบด้วยความยินดีอย่างยิ่ง เพราะว่าแม้จะยืนอยู่
ห่างไกลไปสักหน่อย ข้าพเจ้าก็จำได้ว่า เจ้าของร่างงามนั้นคือหม่อมราชวงศ์กีรติ
เท่านั้นเองที่นพพรรำลึกได้เมื่อพบเห็น ม.ร.ว. กีรติอีกครั้งในกรุงเทพฯ หลังจาก
นั้นเมื่อเขาคิดถึงเหตุการณ์นี้อีก
เธอแต่งกายด้วยเครื่องชุดสีน้ำเงินดารดาษด้วยดวงดอกขาว เป็นชุด
สีเดียวกับที่ข้าพเจ้าแรกพบเธอในกรุงโตเกียวเมื่อ ๕-๖ ปีล่วงแล้ว อย่างไร
ก็ตามแม้ว่าเครื่องแต่งกายชุดนี้จะเป็นชุดที่ข้าพเจ้าได้จดจำฝังใจไว้ช้านาน
เมื่อแรกพบเธอ แต่ในเช้าวันนั้น ข้าพเจ้าก็หาได้สังเกตพิเคราะห์ไม่ ซึ่งก็เป็น
การประหลาดอยู่ และก็เป็นการประหลาดเช่นเดียวกันที่เหตุไฉนหม่อมราชวงศ์
กีรติจึงนำเอาเครื่องแต่งกายที่เธอเคยใช้มาแล้วเมื่อ ๖ ปีก่อน มาแต่งรับ
ข้าพเจ้าในวันแรกถึงกรุงเทพฯ
เมื่อตำนานรักของคนทั้งสองดำเนินมาถึงจุดสุดท้าย เราก็เห็นได้แล้วว่า ความไม่เที่ยงแท้แน่นอนทั้งหลายนั้น ได้กลับทิศทางหมดสิ้น ความบังเอิญในจุดเริ่มต้น ถูกทำให้กลายเป็นความแน่นอนโดย ม.ร.ว. กีรติ ในขณะที่นพพรได้เปลี่ยนแปลงท่ามกลางการเติบใหญ่ของความรักที่รุนแรง และการเรียกหาความแน่นอนแต่ต้นได้มลายหายไปเกือบสิ้น
แล้ว เหลือไว้แต่รอยทรายในความคิด
เช่นนี้เองที่ความเศร้าซึ่งคอยหล่อเลี้ยงน้ำรักเอาไว้ให้มีชีวิตอยู่ต่อไป ต้องเปลี่ยนไปเป็นโศกนาฏกรรม เมื่อความรักได้เดินทางไปถึงจุดสุดท้ายในกระบวนการแห่งความไม่เที่ยงแท้แน่นอนนั้น มันได้คลี่คลายไปครบวัฏจักร หากจะดำรงอยู่ต่อไปอย่างมีความหมาย (ไม่ว่ามันจะไม่อาจเข้าใจได้อย่างแท้จริงก็ตาม) ความรักนี้จำต้องยุติ--ก่อนที่จะนำไปสู่การก่อเกิดของความรักใหม่อีกวาระหนึ่ง
จึงไม่ใช่ความบังเอิญที่ตัวแทนของความรักอันเป็นจริงและแน่นอนในวรรณกรรม "รักต้องห้าม" คลาสสิกทั้งหลาย จากมาดามโบวารี แอนนา คาเรนนินา ถึง ลิลิตพระลอ
ต้องพบกับจุดจบอันได้แก่ความตายแต่สถานเดียว ด้วยเหตุว่าองค์ประกอบที่สำคัญคือ
คนรักอีกฝ่ายได้แปรเปลี่ยนไปแล้ว หรือสังคมแวดล้อมไม่อาจรองรับความจริงอันนั้นได้
วิพากษ์แห่งการวิพากษ์
ในที่สุด ผมขอถือโอกาสวิวาทะกับชูศักดิ์ที่ฟันธงว่า "ชีวิตหลังภาพนั้นมิได้ก่อรูป
ขึ้นจากเลือดและเนื้อ แต่ประกอบสร้างขึ้นด้วยโวหารทางภาษาและขนบทางวรรณกรรมล้วนๆ" ที่ผ่านมาการวิจารณ์เรื่องนี้พุ่งเป้าไปที่ความสัมพันธ์ชู้สาวที่ล้มเหลวระหว่างนพพร
กับ ม.ร.ว. กีรติ ด้วยการเสนอแบบแผนการอ่านและตีความ เช่นเป็นปัญหาความแตกต่าง
ระหว่างวัย หรือชนชั้น หรือโลกทัศน์ ทั้งหมดพยายามตีความตามตัวอักษรและคำพูด ทำให้
ทั้งนักวิจารณ์และนพพรล้มเหลวเหมือนกัน คือไม่เข้าใจในตัว (ความรักของ) ม.ร.ว. กีรติ
ชูศักดิ์จึงสรุปว่า "ความสัมพันธ์ระหว่างนพพรและ ม.ร.ว. กีรติ แท้จริงแล้วเป็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างนักอ่านและวรรณกรรม นพพรคือนักรัก/นักอ่านอ่อนหัดที่ไม่สำเหนียกในความแยบยลยอกย้อนของวรรณกรรมที่ไม่พูดอะไรอย่างตรงไปตรงมา"
ประโยคสรุปนี้มีพลังจับใจผมอย่างมาก แต่ขณะเดียวกันก็ท้าทายความรู้สึกอันก่อเกิดมากับ "เลือดและเนื้อ" ในตัวผมอย่างมากเช่นกัน ผมไม่เห็นด้วยกับการอุปมาว่า นพพรนั้นก็เปรียบเสมือน "นักรัก/นักอ่านอ่อนหัด" เพราะชูศักดิ์กำลังมองว่าความรักอันเป็น
แกนใหญ่ของนวนิยายเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่แน่นอน รับรู้และเข้าใจได้ เพียงแต่ว่าคุณต้องมีความคิดซับซ้อนหน่อย หลักแหลมนิด อย่าหลงเชื่อคารมคำพูดของคนอื่นง่ายๆ ต้องตี
เข้าไปถึงความนัยที่เป็นโวหารหรืออะไรก็ตาม
ผมเห็นตรงกันข้าม ในข้อที่ว่าพลังและความหมายของข้างหลังภาพ ที่ยืนยงกว่าค่อนศตวรรษ และมีผู้อ่านที่มีชีวิตและมีวัยต่างๆ กัน ไม่ใช่เป็น "หนังสือเก่าหายาก" ที่อ่าน
ก็ไม่ได้ (เพราะจะขาดเสียก่อน) แล้วคนรุ่นหลังๆ ก็ได้แต่ฟังคำสดุดีสรรเสริญกันมาเป็นวรรคเป็นเวร ก็เพราะความรักที่แสดงออกผ่านนพพรกับ ม.ร.ว. กีรตินั้น เป็นสัจธรรมใหญ่
ที่ไม่มีคำตอบเดียวซึ่งทำให้มันกลายเป็นเรื่องง่ายๆ และโปร่งใสหรือเป็นสุภาษิตสอนหญิงและชาย
ผมเห็นด้วยที่ชูศักดิ์เสนอว่า ม.ร.ว. กีรติคือ "ตัวบท" (text) ที่รอการตีความ หรือ
เป็นปริศนา และนพพรเป็นเสมือน "นักอ่านอ่อนหัด" ที่ตีตัวบทนี้ไม่แตกแต่ต้นจนจบเรื่อง แต่นี่ไม่ใช่อำนาจและอิทธิพลของความรักหรอกหรือที่เรา "อ่อนหัด" และตีความไม่แตกมาโดยตลอด
ดังนั้นความรักจึงเป็น...ชั่วกาลนาน
กำเนิดอัตลักษณ์และความรัก
น่าสังเกตว่าความรักในข้างหลังภาพ ผูกพันอย่างแน่นแฟ้นกับการก่อเกิดของความ
เป็นปัจเจกชน ในที่นี้หมายถึงความเป็นตัวตน อัตลักษณ์ และความคิดจิตใจของเอกบุคคล โดยไม่ถูกกำหนดและทำให้พึ่งพาสถาบันและอำนาจนอกเหนือคนคนนั้นดังเช่นสมัยก่อน เอกบุคคลนี้จึงมีความเป็นอิสระและเสรีภาพเป็นจุดหมายแห่งชีวิต ความรักระหว่าง ม.ร.ว.
กีรติกับนพพรจึงไม่ได้เกิดมาเพราะ "พรหมลิขิตบันดาลทุกอย่าง" หรือถูกอำนาจเหนือมนุษย์กำหนดให้ต้องเกิดมารักกันทุกชาติ ตรงกันข้าม ความรักของคนทั้งสองเป็นแบบฉบับของความรักแบบกระฎุมพีที่หัวใจและความปรารถนาของเขาเองเป็นผู้กำหนด
ชีวิตหรือความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกชนและสิ่งอื่นรอบข้างที่เกิดและวิวัฒน์ไปอย่างรวดเร็วในหนึ่งภาคฤดูร้อนในสามเมืองใหญ่น้อยของญี่ปุ่น คือ โตเกียว กามากูระ
และมิตาเกะ ได้ย่อความจริงของชีวิตที่คนทั่วไปอาจได้ประสบหรือผ่านเลยไปแล้ว เหมือน
การพัดผ่านของสายลม ให้ประจงเข้ามาอย่างรวมศูนย์และสร้างกระบวนการวิวัฒน์ของความรู้สึกนึกคิดในความรักของหนุ่มสาวขึ้นมาชุดหนึ่ง
หากเนื้อหาหรือตัวบท (text) ของ ม.ร.ว. กีรติคือปริศนาที่รอการตีความ (เพราะ
ตีไม่แตก) นพพรก็ไม่ใช่ "นักอ่านอ่อนหัด" ที่ทำให้ตัวบทของเธอเป็นปริศนามานานนับ
ปีแล้วปีเล่า หากแต่คนทั้งสองเป็นองค์ประกอบของเรื่องแห่งความรักในฤดูร้อนนั้นนั่นเอง ขอให้เรามาพิจารณาเนื้อความตามท้องเรื่องให้ละเอียดว่า ปริศนานั้นอยู่ที่ไหน
ผมเคยเชื่อเหมือนนักวิเคราะห์วรรณกรรมแนวเพื่อชีวิตทั้งหลายนานมาแล้วว่า ม.ร.ว. กีรตินั้นคือตัวแทนของชนชั้นศักดินาที่กำลังเสื่อมทลายลง โศกนาฏกรรมของเธอไม่ใช่อะไรอื่น หากคือโศกนาฏกรรมของชนชั้นที่เปรียบเสมือนดวงตะวันกำลังตกดิน การมองจากจุดยืนดังกล่าว อาจพอกล้อมแกล้มไปได้ในความเชื่อลัทธิมาร์กซิสม์แบบคัมภีร์หรือ
กลไก หากไม่ให้ประโยชน์แก่การเพ่งพิจารณาถึงน้ำหนักของการก่อเกิดทางชนชั้นใหม่
โดยเฉพาะในปริมณฑลทางความคิดและอารมณ์รู้สึก ซึ่งยากจะแสดงให้เห็นและนำเสนอออกมาได้ หากไม่แสดงออกผ่านปัจเจกบุคคลอย่างละเอียดและเข้าใจ
กลับมาอ่านข้างหลังภาพ ของ ม.ร.ว. กีรติอีกครั้ง ผมอดประหลาดใจไม่ได้ว่า
"ศรีบูรพา" สร้างให้เธอเป็นตัวแทนของความคิดและเหตุผลของปัจเจกชนสมัยใหม่อย่าง
เต็มที่ ในขณะที่ก็มีทั้งจินตนาการ อารมณ์ความรู้สึกที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวของตัวเองอย่างหนักแน่น หนักแน่นเสียจนกระทั่งนพพรและผู้อ่านต่อมาไม่อาจเข้าใจได้ว่าเธอคิด
อะไรและเธอคือใครกันแน่
เพียง ๒ สัปดาห์ คนทั้งสองก็สร้างความสนิทสนมที่เติบใหญ่เร็วกว่าไม้เลื้อยพรรณนานา การเผชิญหน้ากับนพพรหนุ่มแรกรุ่นที่กำลังต้องการเรียนรู้และต้องการประสบการณ์ชีวิต ทำให้ ม.ร.ว. กีรติพบโอกาสทองในการปลดปล่อยความรู้สึกและจินตนาการ
ที่ก่อรูปขึ้นมาอย่างซับซ้อนและท้าทายโครงครอบของสังคมที่เธอเติบโตมา
ม.ร.ว. กีรติก็เช่นเดียวกับสตรีทั่วไปที่ต้องเผชิญและต่อสู้กับกรอบสองอย่างในเวลาเดียวกัน กรอบแรกคือกรอบของสังคมอันรวมถึงครอบครัว กรอบที่ ๒ คือความเป็น
ผู้หญิง เธอเล่าให้นพพรฟังถึงชีวิตในวัยสาวที่ผ่านมาว่าเหมือนอยู่ในโลกแคบ เป็นชีวิตที่
ไม่มีการผจญรักผจญโศก ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นสนใจ นอกจากความเป็นธรรมดาสามัญ
สามัญเสียจนทำให้เกิดความผิดหวัง
"วงชีวิตในวัยสาวของฉัน เป็นวงชีวิตที่แคบมาก ฉันไม่มีโอกาสที่จะ
ร่าเริงบันเทิงใจในวัยรุ่นสาวของฉัน ดุจเดียวกับสตรีสาวที่เป็นคนธรรมดาสามัญ
ทั่วไป ฉันไม่ได้ตั้งใจจะแยกตัวฉันออกจากท่านสุภาพสตรีเหล่านั้นดอก แต่
ความจริงฉันก็ได้ถูกแยก ฉันไม่ได้เป็นเจ้า แต่ฉันก็เป็นลูกเจ้า ท่านพ่อของฉัน
ท่านเป็นเจ้านายแท้จริง ในสมัยที่ยังไม่เปลี่ยนการปกครองบ้านเมืองนั้น เธอ
ก็คงจะทราบแล้วว่า เจ้านายท่านเป็นเจ้านายกันจริงๆ โดยมาก ท่านอยู่ของท่าน
ต่างหากในโลกอีกโลกหนึ่ง..."
เมื่อพูดถึงความเป็นผู้หญิงและการบำรุงรักษาความงามให้คงอยู่นานที่สุดที่จะนาน
ได้ เธอกล่าวว่า
"...เธอไม่อาจจะเข้าใจเรื่องของผู้หญิงได้ทั้งหมด นอกจากนั้น ฉัน
หวังว่า เธอจะไม่ด่วนลงความเห็นติเตียนว่า ฉันใช้เวลาวันละหลายๆ ชั่วโมง
ในทางที่ไร้ประโยชน์ เธอจงเห็นใจสตรีเพศ เราเกิดมา โดยเขากำหนดให้เป็น
เครื่องประดับโลก ประโลมโลก และเพื่อที่จะทำหน้าที่นี้อย่างดีที่สุด เราจำต้อง
บำรุงรักษารูปโฉมของเราให้ทรงคุณค่าไว้..."
นี่เป็นหน้าที่หนึ่ง แม้มิใช่อันเดียวหรือทั้งหมดของสตรีเพศ
ถ้าเช่นนั้นใครอะไรเล่าที่มาเปลี่ยนแปลงชีวิตของ ม.ร.ว. กีรติด้วยการเปิดโลกใหม่
ให้กว้างและลึกแก่เธอ คำตอบคือหนังสือ และก็ต้องเป็นหนังสือภาษาอังกฤษดีๆ ด้วย โดยผ่านจากครูแหม่ม ไม่ใช่จากครูไทยแก่ๆ ก่อนไปถึงโตเกียว ม.ร.ว. กีรติกลายเป็น "คนรักหนังสือ รักศิลปะ รักความสวยงามทุกชนิด แล้วก็กลายเป็นคนช่างตรึกตรอง" ดังนั้น
เมื่อมาพบและมีความสัมพันธ์กับนพพรในดินแดนที่ไกลออกไปจากโลกเก่าในสังคมไทย
ความเป็นตัวตนที่แท้และฝังอยู่ข้างในของเธอก็คลี่คลายออกมา นพพรจึงเป็นกุญแจดอกสำคัญที่มาช่วยไขความเป็นคนสมัยใหม่ของเธอ ดังที่นพพรยกย่องเธอว่าเป็น "ดังกวี
นักปราชญ์ และคนพิเศษ"
ในบรรดาความสุขและประสบการณ์ในโลกใหม่นั้น ความรักเป็นประสบการณ์ที่มีพลังและอำนาจมากที่สุดที่ได้เกิดขึ้นกับเธอ ในคืนหนึ่งที่กามากูระ ม.ร.ว. กีรติได้อธิบายว่า
ความรักไม่ใช่มารดาของความผาสุกเสมอไป อันนี้เธอเห็นว่า "ไม่ใช่ของจริงเสมอไป"
"...ความรักอาจทำให้เกิดความขมขื่น หรือความร้ายกาจต่างๆ นานา
แก่ชีวิตก็ได้ แต่ว่าในดวงใจของผู้ที่มีความรักนั้น จะมีน้ำทิพย์แห่งความหวานชื่น
หล่อเลี้ยงอยู่เป็นนิจนิรันดร-เป็นความหวานชื่นที่ซาบซึ้งใจอย่างประหลาด
มหัศจรรย์..."
นี่คือความรักตาม "อุดมทัศนีย์" ของเธอ
นักวิจารณ์หลายท่านมีความเห็นว่า การที่ ม.ร.ว. กีรติมีความซื่อสัตย์และรักษาเนื้อรักษาตัวไว้ได้ท่ามกลางพายุรักที่พัดแรงขึ้นเรื่อยนั้น เป็นเพราะเธอยึดมั่นในกรอบจารีตประเพณีและความเป็นเจ้า รักษาความเป็นกุลสตรีไว้จนตาย ข้อนี้ผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยนัก ทั้งนี้หากการวิเคราะห์ถึงพัฒนาการทางความคิดและอารมณ์ทางโลกของเธอเป็นไปดังที่กล่าวถึงข้างต้น จะเห็นได้ว่าความเป็นกุลสตรีที่ถูกขังในโลกแคบๆ นั้น เป็นสิ่งที่
ม.ร.ว. กีรติต้องการหลีกหนีเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นกรอบทางสังคมและครอบครัวกับกรอบความเป็นผู้หญิง จึงไม่น่าเป็นปัจจัยใหญ่ในการกำหนดการปฏิบัติตัวของเธอต่อปัญหาความรักที่เกิดขึ้น
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดท่าทีและการประพฤติปฏิบัติตนของเธอนั้น แท้จริง
แล้วมาจากปรัชญาหรือระบบคิดอันเดียวกันที่เธอเชื่อและยึดถือเป็นสรณะเมื่อได้ค้นพบโลกใหม่ที่กว้างและมีความจริงมากกว่า นั่นคือการเชื่อในความจริงที่ปฏิบัติได้ ผมคิดว่า
ม.ร.ว. กีรติมีแนวคิดทางปรัชญากระเดียดไปทางสำนักปฏิบัตินิยม (pragmatism) ที่มี
วิลเลียม เจมส์ และ จอห์น ดิวอี้ เป็นนักคิดใหญ่ ลองอ่านปฏิกิริยาของเธอต่อนพพรในฉากรักอันร้อนแรงที่มิตาเกะ
"นพพร, ถ้าเราทั้งสองจะดำรงชีวิตอยู่แต่บนยอดเขามิตาเกะนี้ตลอดไป
จนชั่วชีวิตหาไม่ คำพูดของเธอก็เป็นการถูกต้องทุกอย่าง แต่ความจริง
อีกประเดี๋ยวเราก็จะลงไปจากเขาลูกนี้ ไปเผชิญหน้ากับฝูงชน แล้วในไม่ช้า
เธอก็จะต้องไปสนใจกับการศึกษาเล่าเรียนของเธอ...ส่วนฉันก็มีหน้าที่จะต้อง
ภักดีต่อท่านเจ้าคุณ จะต้องติดตามไปกับท่านในที่ทุกหนทุกแห่ง คอยปรนนิบัติ
รับใช้ท่านตามหน้าที่ของภรรยาที่ดี...เราทั้งสองจะต้องจากกันในไม่ช้า และ
ต่างก็จะไปติดต่อสมาคมกับคนทั้งหลายที่เคร่งครัดในเหตุผลและศีลธรรมจรรยา
...เธอเชื่อหรือว่า สมาคมมนุษย์จะรับรองกฎธรรมชาติที่เธอยกขึ้นกล่าวแก้
นพพร โปรดเชื่อฉัน เธอต้องเพียรเผชิญกับของจริง ของจริงเท่านั้นที่เป็นคำ
พิพากษาโชคชะตาในชีวิตของเรา กฎเกณฑ์และอุดมทัศนีย์อาจงามกว่า แต่ก็
มักจะไร้ค่าในทางปฏิบัติ"
ไม่ใช่ศักดิ์ศรีที่เป็นลูกเจ้า ไม่ใช่สุภาษิตสอนหญิง หรือกระทั่งความเป็นภรรยาของท่านเจ้าคุณที่ฉุดรั้งเธอไม่ให้โลดแล่นไปตามแรงปรารถนาของน้ำทิพย์แห่งหัวใจ หากแต่คือความเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเองที่เธอฝึกฝนและปฏิบัติตลอดมาในชีวิตสาว การฝึกฝนในศิลปะวาดภาพซึ่งทำให้เธอสามารถสงบความคิดฟุ้งซ่าน
"...เธอเคยคำนึงบ้างหรือเปล่าว่า ความเคลื่อนไหวในทางสมองนั้น ก็
เช่นเดียวกับทางร่างกาย ย่อมเคลื่อนไหวอยู่เสมอ นอกจากในเวลาหลับ
เป็นธรรมชาติของเราที่จะต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ต้องคิดอะไรอย่างใดอย่าง
หนึ่งอยู่เสมอ เราไม่หยุดอยู่เฉยๆ เลย ถ้าเราพยายามหยุดนิ่งอยู่เฉยๆ เรารู้สึก
เหมือนได้รับการทรมานอย่างหนัก..."
เธอบรรยายเรื่องการฝึกฝนตนเองให้นพพรฟังต่อไปว่า
"...ในเรื่องความคิดก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราไม่คิดในทางที่เกิดประโยชน์
เราก็คิดในทางที่ไร้ประโยชน์ หรือคิดในทางที่เป็นโทษไปเลย เมื่อสมอง
ของเราจำต้องเคลื่อนไหวอยู่ดังนี้แล้ว ฉันก็เห็นว่า ถ้าเราหาเครื่องล่อที่เป็น
คุณประโยชน์ซึ่งจะคอยดูดดึงความคิดของเรา ให้จดจ่ออยู่ได้เป็นเนืองนิจแล้ว
ชีวิตก็จะไม่เป็นสิ่งที่ไร้ค่า และเราเองก็สามารถที่จะบันเทิงชีวิตของเราได้ไม่มาก
ก็น้อย ไม่ว่าเราจะมีฐานะอย่างไร การคิดอะไรฟุ้งซ่านนั้น ไม่มีทางดี มันมักจะ
มาลงเอยด้วยความเบื่อหน่ายในชีวิต..."
ดังนั้นสำหรับ ม.ร.ว. กีรติ ประสบการณ์ความรักกับนพพร แม้จะเร่าร้อนและกระเทือนใจเธออย่างมากก็ตาม ในความจริงของสังคมและของชีวิตเธอในบริบทนั้น เธอก็ใช้
ความคิดอันเป็นเหตุเป็นผล ทำให้อานุภาพและการดำรงอยู่ของตัวนพพรเป็น "เครื่องล่อ
ที่เป็นคุณประโยชน์" ต่อชีวิตเธอ ต่อความรักของคนทั้งสอง ในขณะที่นพพรไม่อาจคิดและทำตัวให้เป็นเหตุผลได้ ประสบการณ์ที่มิตาเกะจึงเป็นที่มาของธาราระทมที่จะเป็นจุดจบ
ของความรักของเขาในเวลาต่อมา
แต่จริงหรือที่ ม.ร.ว. กีรติสามารถใช้ปรัชญาปฏิบัตินิยมและความจริงในโลกนำทางให้แก่ความรักของเธอ ในฉากใกล้อวสานเมื่อเธอประจักษ์ว่านพพรที่เธอพบครั้งหลังในกรุงเทพฯ นั้น ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว ที่สำคัญเขาสามารถจัดการกับความรักเก่า
ของคนทั้งสองได้อย่างเรียบร้อยดี ด้วยการลืมประสบการณ์ที่เขารับรู้แต่เพียงว่ามันคือ
ความทุกข์เสียสิ้น ในขณะที่ ม.ร.ว. กีรติยังคงความแน่นอนในน้ำทิพย์แห่งหัวใจนั้นอยู่
ไม่คลาย จึงได้แต่พูดว่า
"คนเรามีความคิดเห็นในเรื่องความรักแตกต่างกัน และฉันเห็นด้วย
กับเธอในข้อที่ว่า ความรักบีบคั้นทรมานใจเรามาก และในบางคราวก็เหลือที่
จะทนทาน เธอทำถูกต้องอย่างคนทั้งหลายทั่วไปแล้ว ที่ปลีกตนออกมาพ้นจาก
ความทรมานนั้นได้ และลืมความหลังเสียได้ แต่คนโง่ๆ บางคนอาจปฏิบัติไม่ได้
เช่นเธอ..."
ม.ร.ว. กีรติต้องตาย ไม่ใช่เพราะเธอได้กล่าวคำว่า "ฉันรักเธอ" ออกมา หากเธอตายเพราะเธอเป็นอิสรชนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงส่งเกินกว่าที่จะประคองความขัดแย้ง
อันหนักหน่วงที่เผาไหม้ภายในตัวเธอเอาไว้ได้อีกต่อไป
ดังคำพูดสุดท้ายต่อคนที่เธอรักว่า
"ความรักของเธอเกิดที่นั่น และก็ตายที่นั่น แต่ของอีกคนหนึ่งยัง
รุ่งโรจน์อยู่ในร่างที่กำลังจะแตกดับ"
ความตายคือเสรีภาพของเธอ
กำเนิดเอกบุรุษและจุดจบของความรัก
เมื่อเริ่มเขียนวิเคราะห์ปริศนาความรักในข้างหลังภาพ ของ "ศรีบูรพา" นั้น ผมไม่ได้คิดว่าจะมีเรื่องและประเด็นให้พูดถึงได้มากมาย จนกระทั่งลงมือเขียนแล้วก็เขียนใหม่
อ่านแล้วก็อ่านใหม่อีก จึงพบว่ามีเรื่องที่ชวนให้คิดและตีความไปได้ไม่น้อยเลย ที่เป็นเช่นนั้น ส่วนหนึ่งผมเข้าใจว่ามาจากสภาพการณ์ทางสังคมและการเมืองทั้งในระดับประเทศและ
ระดับโลกได้เปลี่ยนแปลงไปจากสมัยก่อนโน้นมากแล้ว สิ่งที่ไม่เคยคิด ก็คิดได้ สิ่งที่ไม่น่า
สนใจ มาบัดนี้ก็เป็นเรื่องน่าสนใจได้ อย่างไรก็ตามผมคิดว่าตอนนี้ถึงเวลาที่จะจบบทวิเคราะห์
ปริศนาที่ว่านี้ได้เสียที
ปริศนาตัวสุดท้ายที่น่าวิเคราะห์ก็คือนพพรนั่นเอง เอาจริงๆ แล้วเขาคือใคร เขามีความคิดในเรื่องความรักอย่างไร ฐานะของเขาในความสัมพันธ์กับ ม.ร.ว. กีรติสะท้อนถึง
อะไร เป็นต้น
แน่นอนนพพรเป็นตัวแทนของชนชั้นกระฎุมพีที่กำลังก่อตัวและกำลังเติบใหญ่ขึ้น
ในสังคมไทย เช่นเดียวกับนักเรียนนอกทั้งหลาย นพพรในวัยหนุ่มที่เพิ่งจากบ้านเกิดเมืองนอนและครอบครัวมีอันจะกินไปร่ำเรียนสรรพวิชาการสมัยใหม่ยังต่างแดน ก็เริ่มตระหนักถึงความรู้สึกรักชาติในกายขึ้นมาเมื่อตกไปอยู่ท่ามกลางคนต่างชาติที่ศิวิไลซ์และเจริญก้าวหน้ากว่า
เมื่อ ม.ร.ว. กีรติติงว่าเขาดูจะเลื่อมใสสตรีญี่ปุ่นและความเป็นญี่ปุ่นมากเกินไป นพพรก็แก้ตัวทันทีว่า
"โอ เป็นไปไม่ได้...ผมเลื่อมใสความเจริญก้าวหน้าของญี่ปุ่น และ
เลื่อมใสสตรีญี่ปุ่นก็จริง แต่เหตุนั้นไม่ทำให้ผมกลายเป็นคนญี่ปุ่นไปได้ ผม
ไม่ลืมแม้สักขณะหนึ่งว่า ผมเป็นคนไทย เป็นหน่วยหนึ่งของชาติไทยที่ยังอยู่
ล้าหลังชาติอื่นเขามาก การที่ออกมาเรียนก็เพื่อแสวงหาความเจริญก้าวหน้า
ให้แก่เมืองไทย จุดหมายปลายทางของผมอยู่ที่เมืองไทย รวมทั้งการแต่งงาน
ด้วย"
จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับ ม.ร.ว. กีรติ ทำให้เห็นว่านพพรจะเป็นนักเรียนนอกที่กลับมารับใช้และทำประโยชน์ให้แก่ชาติไทยได้เป็นอย่างดียิ่ง สมกับความตั้งใจของเขา โดยเฉพาะในสาขาวิชาการธนาคารที่ยังไม่เคยมีคนได้ศึกษามากนัก แต่อนาคต
และบทบาทของนพพรในสังคมไทยจะสวยงามและเป็นตัวอย่างอันดีจริงหรือ "ศรีบูรพา" ไม่ได้เล่าให้เราฟังถึงอนาคตในทางสังคมที่มากมายของเขา ในที่นี้ผมจึงต้องขอตีความตาม
ท้องเรื่องเอง
ก่อนจะถึงจุดนั้น ขอกลับมาพิจารณาทัศนะเรื่องความรักของนพพรเสียก่อน หาก ม.ร.ว. กีรติเป็นแบบฉบับของความรักที่วางอยู่บนอุดมทัศนีย์และปรัชญาปฏิบัตินิยมของเธอ ความรักของนพพรก็เป็นแบบฉบับของสิ่งตรงข้าม นั่นคือเป็นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก และความใคร่ ที่ค่อยๆ คลี่คลายออกทีละเปลาะๆ จากการสะสมทางปริมาณของความสนิทสนม ไปสู่ความปรานีและความเอาใจใส่ของฝ่ายหญิง ความสุขทางใจก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นความรัก แล้วก็เป็นความหลงใหล
ในคืนที่นพพรไปกรรเชียงเรือในสวนสาธารณะกับ ม.ร.ว. กีรติ คืนนั้นเขากลับไปแล้วนอนไม่หลับ ในหัวมีคำถามมากมายถึงความงาม ความฉลาด และความดีประการอื่นๆ ของเธอ ซึ่งเขาไม่เคยพานพบมาก่อนเลยในชีวิต เขาพยายามจะหาสาเหตุของการตั้งปัญหาเหล่านั้น แต่เขาไม่อาจค้นหาสาเหตุได้ เพราะในความคิดคำนึงนั้น สิ่งที่ปรากฏขึ้นอย่างชัดแจ้ง กลับได้แก่ความรู้สึกบางประการที่เขามีต่อ ม.ร.ว. กีรติก่อนจะจากกันมา
ในเวลาที่จะขึ้นจากเรือ เธอได้ยื่นแขนให้ข้าพเจ้าพยุง ข้าพเจ้าจับมือ
ของเธอกำไว้เบาๆ มิให้ซวนเซ ระหว่างที่เท้าของเธอผละจากเรือ และเหยียบ
ลงบนบก ในขณะที่ทำดังนั้น ความรู้สึกประหลาดอย่างหนึ่งแล่นเข้ามาจับหัวใจ
ข้าพเจ้าอย่างปัจจุบันทันด่วน เป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่ข้าพเจ้ามิเคยประสบ
เลยในชีวิต ความรู้สึกนั้นประดุจเป็นมืออันแข็งแรงจับและสั่นหัวใจของ
ข้าพเจ้าจนข้าพเจ้าแทบจะรู้สึกหวั่นไหวไปทั่วสรรพางค์กาย ความรู้สึกประหลาด
นั้นได้ขับไล่ความรู้สึกปกติของข้าพเจ้า และได้เข้าครอบครองมีอำนาจเหนือ
ข้าพเจ้าอยู่ชั่วขณะหนึ่ง
หลังจากวันคืนร่วมกันที่กามากูระแล้ว "บุปผาแห่งความสัมพันธ์ระหว่างนพพร
กับ ม.ร.ว. กีรติก็เบิกบานเต็มที่" คนทั้งสองต่างรู้สึกเหมือนหนึ่งเป็น "เพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเป็นเวลานับปี" ถึงตอนนี้นพพรตระหนักถึงความรู้สึกที่ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นลำดับขั้น จากขั้นต้นที่เป็นความพอใจที่ได้รับใช้ให้แก่ท่านเจ้าคุณ โดยที่เขามีความนับถือท่านมาก่อน มาสู่ขั้นที่ ๒ เมื่อความพอใจนั้นค่อยกลายมาเป็นความต้องการของเขาเอง "ที่จะได้รับโอกาสอยู่ใกล้ชิดกับภรรยาของท่านมากที่สุดที่จะมากได้" ในขั้นสุดท้าย นพพร
ยอมสารภาพว่าการที่เขาได้สละเวลาไปอยู่กับท่านและภรรยานั้น "มิใช่เพราะเห็นแก่ตัวท่าน หากเพราะเห็นแก่ตัวข้าพเจ้าเอง"
นั่นคือกระบวนการวิภาษวิธีของความรู้สึกสู่ความรัก และจากความรักสู่ความรู้สึกใหม่ที่รุนแรงยิ่งขึ้น ไม่ต้องสงสัยว่าแกนกลางของกระบวนการดังกล่าวนี้อยู่ที่ความเป็น
ปัจเจกชนหรือตัวตน
นพพรในฐานะตัวแบบของชนชั้นกระฎุมพีที่เป็นอิสระจากอำนาจซึ่งไม่ได้มาจากความเป็นเหตุเป็นผล สะท้อนความขัดแย้งพื้นฐานที่มาจากเสรีภาพของปัจเจกชนนิยม
นั่นคือการต่อสู้กับตัวเอง กับกิเลสตัณหา และความไม่เป็นเหตุผลภายในตัวเราเอง นับแต่
วินาทีที่เราเป็นเสรีจากอำนาจภายนอก นับจากนี้ไปความรักอันเต็มเปี่ยมและรุนแรงได้เริ่ม
สร้างความทุกข์ให้กับเขา เพราะในอีกไม่นาน ม.ร.ว. กีรติก็จะต้องเดินทางกลับเมืองไทย
เขาจะทนอยู่ต่อไปได้อย่างไรโดยปราศจากเธอ ในระหว่างนั้นความรู้สึกของความรักก็เดินทาง
ต่อไปเรื่อยๆ วรรคที่ "ศรีบูรพา" บรรยายถึงอารมณ์รักที่สุกงอมของนพพรนั้นสวยงาม
จับใจยิ่ง
ก่อนหน้าที่วันนั้น (ที่มิตาเกะ) จะมาถึงหลายวัน ความรู้สึกได้เกิดขึ้น
แก่ข้าพเจ้าว่า ดูเหมือนจิตใจของข้าพเจ้าจะได้ลอบหนีไปจากตัวข้าพเจ้า
ท่องเที่ยวไปในโลกอีกโลกหนึ่งอยู่เนืองๆ เป็นโลกใหม่ที่ได้ปรากฏขึ้นในความ
คิดคำนึงของข้าพเจ้าเป็นครั้งแรกในชีวิต เต็มไปด้วยความงดงาม มีสง่าราศี
และสุดแสนสราญเริงรมย์ ความแปลกใหม่ที่ซาบซึ้งตรึงใจในโลกแห่งความ
คิดคำนึงนั้น ได้เหนี่ยวรั้งจิตใจของข้าพเจ้าให้เพลินชม เพลินสำราญ จนแทบว่า
จะลืมความเป็นไปแต่หนหลังของตนเองเสียสิ้น ในชั้นแรก ข้าพเจ้าได้พยายาม
จะป้องกันมิให้จิตใจของข้าพเจ้าได้ท่องเที่ยวไปในโลก ซึ่งข้าพเจ้ามิคุ้นเคยมา
แต่ก่อน ข้าพเจ้าหวาดเกรงว่าจะประสบสิ่งที่น่าตระหนกตกใจหลบซ่อนอยู่
ณ ที่ใดที่หนึ่งในโลกใหม่อันเป็นที่น่าพิสมัยนั้น แต่ต่อมาข้าพเจ้าก็ถอนความ
พยายามด้วยบอกแก่ตนเองว่า เป็นการเหลือวิสัยที่จะป้องกัน ข้าพเจ้า
ไม่สามารถจะต่อต้านกับความยียวนใจในโลกใหม่นั้นได้ ข้าพเจ้าจำต้องปล่อย
ให้จิตใจกำดัดหนุ่มของข้าพเจ้าท่องเที่ยวไปโดยอิสระ
ในที่สุด วันที่นพพรได้ย่างเหยียบเข้าไปสู่โลกนั้นด้วยตนเองก็มาถึง ชีวิตอันแท้จริง
ของเขาได้สัมผัสกับความเป็นอยู่ของโลกนั้น และเป็นจุดสูงสุดของความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ ม.ร.ว. กีรติ ทั้งหมดนั้นเขาคิดว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นไปเช่นนั้นเลย
หลังจากการระเบิดขึ้นของความรักที่มิตาเกะแล้ว แทนที่นพพรจะอิ่มใจและมีความสุขในความรักที่ได้แสดงออกอย่างเปิดเผยแล้ว การณ์กลับดำเนินไปในทางตรงกันข้าม ในขณะที่ ม.ร.ว. กีรติเกิดความเข้าใจในความรักของนพพรอย่างทะลุปรุโปร่ง แต่นพพร
กลับเริ่มต้นเข้าสู่ความสงสัยและความไม่แน่ใจในความรักของเธอ ความทุกข์ระทมก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ และกัดกินหัวและใจของเขาทุกโมงยาม ไม่ใช่เพราะเธอจะต้องจากไป
หากแต่เพราะเธอยังไม่ยอมตกเป็นทาสรักของเขาอย่างสุดจิตสุดใจด้วยการบอกเขาว่า
"ฉันรักเธอ" ต่างหาก
สุดท้าย หากนพพรจะมีชีวิตยืนยาวมาถึงปัจจุบัน เราจะพบเห็นเขาได้ที่ไหน ผมคิดว่าเขาอาจจะได้เป็นหนึ่งในรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลทักษิณ หรือ ชวน หลีกภัย และชวลิตด้วยก็ได้ หรืออย่างเลวๆ ก็ต้องได้เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐที่ใดที่หนึ่ง ยิ่งมีความรู้
ด้านการเงินการธนาคารจากญี่ปุ่น เขาคงจะมีฐานะตำแหน่งใหญ่โตไม่น้อยในวงการธุรกิจ และในเศรษฐกิจการเมืองไทย จากยุคนิกส์มาถึงโลกาภิวัตน์ และกระทั่งเมื่อฟองสบู่แตก ด้วยความสามารถและฉลาดพอสมควร บวกกับความเป็นปัจเจกชนที่รู้ถึงความต้องการของเขาเอง และมุ่งมั่นที่จะเอาชนะมันให้ได้ เขาย่อมเหมาะที่จะกลับมาเป็นผู้ชนะในวงการ
ต่างๆ ของสังคมไทย
คำถามท้ายที่สุดก็คือ ภาพสีน้ำธรรมดาๆ ที่มิตาเกะจากคนที่เขาเคยรักนั้น จะยังแขวนอยู่ในห้องทำงานของเขาอีกละหรือ.
ตอนแรกตีพิมพ์ครั้งแรกในสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ฉบับเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ตอนที่ ๒ ตีพิมพ์
ครั้งแรกใน เนชั่นสุดสัปดาห์ วันที่ ๔-๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ ปรับปรุงแก้ไขใหม่ในเดือนกันยายน
พ.ศ. ๒๕๔๗
|