|
พิจารณาการชะงักงันของความรัก
ในนวนิยายเรื่องข้างหลังภาพ
และลูกผู้ชาย ของ "ศรีบูรพา"
วิภาพ คัญทัพ
หากจะกล่าวถึงความเป็นที่รู้จักของนวนิยายเรื่องข้างหลังภาพ
(พ.ศ. ๒๔๘๐) และลูกผู้ชาย(พ.ศ. ๒๔๗๑) ของ "ศรีบูรพา"
ข้างหลังภาพดูเป็นเรื่องที่มีภาษีดีกว่าสักหน่อย
ตรงที่เคยเป็นภาพยนตร์ร่วมสมัยอยู่หลายครั้ง
ดังนั้นตัวละครเอกฝ่ายหญิงของเรื่องคือ "ม.ร.ว. กีรติ"
จึงเป็นที่รู้จัก กระทั่งมีเพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อ "กีรติ" ในขณะที่
"มาโนช" ซึ่งเป็นตัวละครเอกฝ่ายชายของเรื่องลูกผู้ชาย
เป็นที่รู้จักน้อยกว่ามาก ยิ่งพูดถึงแก่นเรื่องก็ดูจะห่างไกลความสนใจทั่วไป
แต่เป็นที่รู้จักและประทับใจในหมู่นักอ่านที่นิยมสัมผัสความเป็นมนุษย์
ในที่นี้จึงจะเพ่งเล็งพิจารณาตัวละครเอกสองตัวจากนวนิยายสองเรื่องดังกล่าว
ตัวหนึ่งเป็นตัวละครฝ่ายหญิง อีกตัวหนึ่งเป็นตัวละครฝ่ายชาย
เป็นการพิจารณาในแง่ของความเป็นมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์รักในบทบาทของหญิงชายที่ถูกกำหนดด้วยสถานะทางเพศและสถานะทางสังคม
ซึ่งวิถีสังคมกำหนดกรอบในการดำเนินชีวิตไว้แตกต่างกัน และ "ศรีบูรพา"
ได้สะท้อนถ่ายทอดในหลายมุมมองที่น่าสนใจ
ทั้งนี้เพื่อแสวงหาคุณธรรมในความรักโดยสรุปผลจากกรณีศึกษาบทบาทของตัวละครที่
"ศรีบูรพา" ได้บรรจงวาดไว้
ข้างหลังภาพ :
สุภาพสตรีสูงศักดิ์ผู้งามพร้อม
ในเรื่องข้างหลังภาพ
ผู้อ่านมองภาพคุณหญิงกีรติผ่านสายตาของนพพรที่เฝ้าสังเกตคุณหญิงกีรติอย่างชื่นชม
นับแต่ครั้งแรกที่เขาได้เห็นความงามของคุณหญิงกีรติเมื่อไปต้อนรับที่สถานีรถไฟ
...แลดูเป็นสาว
และเต็มไปด้วยความเปล่งปลั่ง แต่งกายงดงามมีสง่า
แม้เพียงชั่วการชำเลืองเห็นเป็นครั้งแรก
ส่วนภายในจิตใจคุณหญิงกีรติเป็นอย่างไรนั้น
นพพรรับรู้จากข้อความในจดหมายของเจ้าคุณอธิการบดีผู้สามีว่า
...กีรติเป็นคนที่ค่อนข้างเงียบอยู่สักหน่อยสำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกัน
แต่เป็นคนใจคอโอบอ้อมอารี ไม่ต้องสงสัย...
ต่อมาเมื่อได้ใกล้ชิดกัน
ในฐานะผู้นำเที่ยวของคุณหญิงในเวลาที่เจ้าคุณมีกิจกับมิตรสหายในประเทศญี่ปุ่น
นพพรได้สังเกตเห็นกิริยาท่าทีของคุณหญิง
พร้อมกับแนวคิดและรสนิยมอันมีลักษณะเฉพาะตัวที่น่าสนใจ
...ในเวลาที่เธอได้รับความเบิกบานใจในการสนทนากับข้าพเจ้าสองต่อสอง
เธอเคยเปล่งหัวเราะเต็มที่
เสียงหัวเราะของเธอเต็มไปด้วยชีวิตและความบริสุทธิ์ของเด็ก
สุภาพสตรีผู้งดงามกับกิริยาอ่อนหวานและการวางตัวเป็นผู้ดีสมชาติตระกูล
คือภาพคุณหญิงกีรติที่ผู้อ่านได้รับผ่านสายตานพพร เป็นภาพอันชวนชื่นใจ
แม้จะเป็นหญิงสูงวัยถึง ๓๕ ปีในตอนต้นเรื่อง และ ๔๐ ปีเศษในตอนท้าย
หากแต่จะมีการขยายความว่าคงความสวยงามและความอ่อนเยาว์ไว้ได้ดีเป็นพิเศษเสมอ
...เป็นเวลานานไม่ต่ำกว่าชั่วโมง
ข้าพเจ้าได้สังเกตเห็นว่าวัย ๔๐ ปีของหม่อมราชวงศ์กีรติได้ปรากฏออกให้เห็นเล็กน้อย
จากริ้วรอยบางแห่งตามพื้นผิวอันงามของเธอ แต่ในส่วนกิริยาการและการพูดจาพาทีนั้น
เธอมิได้เปลี่ยนแปลงไปจากหม่อมราชวงศ์กีรติคนเดิมเลย
แช่มช้อยและหวานอย่างไรก็อย่างนั้น...
แต่ในทัศนะของคุณหญิงนั้นมองเรื่องความงามของสตรีในสังคมไทยว่า
"ยิ่งกว่านั้น
บางทีคุณความดีของสตรีก็ถูกมองข้ามเลยไป ถ้ามิได้อาศัยอยู่ในความงาม"
คุณหญิงโชคดีที่ได้เป็นคนดีในร่างงาม
จึงได้รับความสนใจ
หากแต่ว่ามีชีวิตที่น่าสงสารเพราะดิ้นรนอยู่ในกรอบแห่งความดีตามการเรียกร้องของสังคม
ทั้งที่โดยความคิดเป็นอิสระ น้ำเสียงของคุณหญิงที่มีต่อทัศนคติของผู้คนในสังคมนั้น
จึงเป็นน้ำเสียงที่ไม่ชื่นชมศรัทธา
"...เป็นการถูกต้องหรือที่เราจะปกป้องกำบังความเป็นสาวสดชื่นของเราไว้เสียจากนัยน์ตาของคนภายนอก?
ชีวิตได้กำไรที่ตรงไหนเล่า ในการกระทำเช่นนั้น? เป็นการฉลาดหรือที่ไม่เปิดเผยวัยงามที่สุดของเรา ฉันไม่ใคร่ได้คิดอะไรในเวลานั้น
เพราะว่าเราไม่ได้ถูกอบรมให้เป็นคนช่างคิด เรามีทางที่เขากำหนดไว้ให้เดิน
เราต้องเดินอยู่บนทางแคบๆ ตามจารีตประเพณีขนบธรรมเนียม"
ม.ร.ว. กีรติ : "คนนอก"
ทางความคิด
คุณหญิงกีรติเป็นคนงามที่ยึดมั่นในความดี
ขณะเดียวกันก็ต้องสู้กับความคิดของตัวเองที่คอยคัดง้างกับสังคมอยู่ร่ำไป
โดยเฉพาะเมื่อมีนพพรมาเป็นโจทย์ใหญ่ในชีวิต
ความสมบูรณ์พร้อมทั้งฐานะ
ร่างกาย และจิตใจอันบริสุทธ์นั้น
ชวนให้ผู้อ่านรู้สึกสงสารหนัก
เมื่อพบว่าคุณหญิงมีความเป็นตัวของตัวเองเพียงแค่ในโลกของความคิด
ที่ดูเป็นคนกล้าคิดกล้ารู้สึกเยี่ยงศิลปิน
การแสดงออกของคุณหญิงกลับเป็นไปตามขนบธรรมเนียมของสังคม
ทำให้เด็กหนุ่มที่ผ่านโลกในความจริงมาเพียง ๒๐ ปีเศษอย่างนพพร
ยากที่จะเข้าใจความคิดกับการแสดงออกที่ขัดแย้งกันนั้น
และท้ายที่สุดเขาก็เลือกที่จะเข้าใจเฉพาะสิ่งที่เป็นหน้าที่หรือเรื่องเฉพาะหน้าของเขา
นพพรจึงเป็นเพียงตัวละครคู่กรณีของคุณหญิง
ที่อยู่กับอารมณ์พาฝันไม่นานนัก
อาจฟุ้งซ่านอยู่ชั่วระยะหนึ่งตามจังหวะของอารมณ์คนหนุ่ม
แล้วก็กลับมาเข้าที่อยู่ในโลกของความเป็นจริงได้ในเวลาอันรวดเร็ว
โดยเขามีข้อสรุปชัดเจน
และกล่าวกับคุณหญิงกีรติว่า
"...ความรักให้ความชุ่มชื่นในเบื้องต้น
แต่ได้จบลงด้วยทุกข์ทรมานอย่างแสนร้ายกาจ ผมได้คิดในตอนหลังว่า
ผมได้ปล่อยตัวให้เตลิดเพริดไปอย่างไม่สมควรยิ่ง
ผมควรจะรักและนับถือคุณหญิงดุจพี่สาวของผม"
กล่าวได้ว่าความอ้อมค้อมระวังตนของคุณหญิงในทางสังคมทำให้ไม่เกิดความประจวบเหมาะกับอารมณ์รัก
ทั้งที่คุณหญิงเริ่มรักนพพรพร้อมๆ กับที่นพพรรัก
เมื่อนพพรสารภาพว่าความรักของเขาเกิดที่มิตาเกะ
คุณหญิงแย้งว่า
"ความรักของเรา
นพพร"
คุณหญิงทราบดีในความรักที่นพพรมีต่อเธอ
เนื่องเพราะการสื่อความหมายชัดเจนของนพพร
หากแต่คุณหญิงเลือกที่จะแสดงออกอย่างผู้ดี นั่นคือจำกัดขอบเขตของตัวเองไว้
และสื่อความอย่างซ่อนเร้นภายใต้ภาษาท่าทางและคำพูด
ทั้งนี้เพราะคุณหญิงอยู่ในฐานะของผู้มีสามีแล้ว
อยู่อย่างหมดหวังกับเสรีภาพของตัวเองโดยสิ้นเชิง
สำหรับข้างหลังภาพ "ศรีบูรพา" ได้เลือกเสนอภาพลักษณ์ของสุภาพสตรีในสังคมชั้นสูงที่มีความสมบูรณ์พร้อมทางกาย
แต่มีเงื่อนไขทางสังคมหลายประการ เช่น ความเป็นผู้หญิง ความมีชาติตระกูล
ความรักและการครองเรือนกำหนดให้ไม่สามารถวางตัวและแสดงออกได้อย่างอิสระ
ยังผลให้จังหวะชีวิตผิดพลาดคลาดเคลื่อนไป ที่ควรจะได้พบกับความรักและคนรักมาตั้งแต่ในวัยสาว
กลับปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาจนต้องยอมแต่งงานกับคนชรารุ่นพ่อ
แม้คุณหญิงมีอิสระเมื่อสามีตาย
ก็เป็นจังหวะที่นพพรกำลังจะเข้าพิธีแต่งงาน
การไม่สามารถทำใจไปร่วมงานแต่งงานของนพพรได้
ทำให้คุณหญิงกลายเป็นคนนอกสังคมซ้ำแล้วซ้ำอีก ในขณะที่นพพรเป็นคนดีของสังคม
ความเป็นคนดีของนพพรนั้นเข้าใจได้ง่าย
คือ ลูกที่ดีของพ่อแม่ ศิษย์ที่ดีของสถาบัน หรือนักทำงานที่ดีขององค์กร
แต่ความเป็นคนนอกสังคมของคุณหญิงดูเป็นเรื่องประหลาดซับซ้อนและยุ่งยากที่ต้องการคำอธิบาย
บนยอดเขาแห่งอิสรภาพ
ด้วยเหตุที่เป็นลูกผู้หญิง
คุณหญิงจึงมีกรอบกำหนดให้เดินไป
ในขณะที่หัวใจนั้นเป็นอิสระเกินและไกลไปจากกรอบที่กำหนด
ในวัยสาวดูเหมือนความสวยงามของคุณหญิงทำให้ยิ่งต้องระมัดระวังและวางตัวอยู่ในกรอบ
เป็นพี่สาวคนโตของบ้านที่น้องสาวได้พบกับความรักและแต่งงานไปก่อนหน้า
"...ฉันเป็นคนโชคดีที่เกิดมาสวย
แต่ฉันเป็นคนโชคร้ายที่เกิดมาไร้ความรัก
และก็อาจเป็นเพราะความสวยนั่นเองที่ฉันได้ถูกปกป้องกีดกัน
จากการติดต่อกับโลกภายนอกยิ่งกว่าน้องๆ..."
การแต่งงานจึงเป็นพิษหนักของคุณหญิง
ทั้งการแต่งงานของคนอื่นและการแต่งงานของตนเอง
ในการแต่งงานกับเจ้าคุณอธิการบดีนั้นคุณหญิงจำต้องน้อมปฏิบัติเพื่อสนองคุณบิดา การไม่ได้เลือกวิถีชีวิตด้วยตนเอง
ทำให้เสียใจหนักหนาสาหัส
"...ทรงขอร้องให้ฉันรับรองการแต่งงานกับเจ้าคุณ
ฉันถึงแก่น้ำตาตก ฉันร้องไห้ด้วยความตกใจและด้วยความรู้สึกอย่างอื่นอีกหลายอย่าง..."
การก้าวเข้าไปในชีวิตแต่งงานของคุณหญิงกีรติเป็นเหตุผลแบบคนนอกสังคม
เพราะไม่ได้แต่งงานด้วยความรักหรือความพอใจในเกียรติยศฐานะที่เหมาะสม
หรือแม้แต่ด้วยใจศิโรราบต่อประเพณีคลุมถุงชน
หากแต่การแต่งงานของคุณหญิงคือการปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสรภาพจากบ้านใหญ่หลังหนึ่งไปสู่บ้านใหญ่อีกหลังหนึ่ง
โดยชัดเจนว่าสังคมครอบครัวบีบคั้นความเป็นตัวของตัวเองของคุณหญิงให้เล็กลงไปจนเกือบดับสิ้น
ถ้าหากไม่มีนพพรมาช่วยปลุกวิญญาณอิสระให้เติบโตขึ้นอีกครั้ง
ที่มิตาเกะ
คุณหญิงจึงพูดอะไรเป็นสัญลักษณ์แทนชีวิตตัวเอง อันดำเนินเรื่อยมาภายใต้เงื่อนไขของสังคมที่ไม่เปิดโอกาสให้หญิงสูงศักดิ์สามารถทำอะไรตามอำเภอใจ
"นพพร,
ถ้าเราทั้งสองจะดำรงชีวิตอยู่แต่บนยอดเขามิตาเกะนี้ตลอดไปจนชั่วชีวิตหาไม่
คำพูดของเธอก็เป็นการถูกต้องทุกอย่าง
แต่ความจริงอีกประเดี๋ยวเราก็จะลงไปจากภูเขาลูกนี้ ไปเผชิญหน้ากับฝูงชน..."
การแต่งงานของนพพรแสดงพิษหนักอีกระลอกหนึ่ง
ทำให้คุณหญิงถึงกับล้มป่วย ไม่อาจทรงกายไปอวยพรให้นพพรได้ในฐานะมิตร
และเพราะคุณหญิงเป็นผู้มีอุดมคติในการแต่งงาน
จึงแสดงความแปลกใจที่นพพรให้คำตอบเมื่อจะแต่งงานว่า
เขาเป็นผู้ไม่มีอุดมคติในการแต่งงาน
คุณหญิงตกตะลึงถึงกับรำพึงถามนพพรว่า
"ผู้ชายทุกคนเป็นอย่างเธอหรือนพพร?"
คุณหญิงจากโลกนี้ไปด้วยโรคร้ายที่เข้ามากัดกร่อนร่างอันโสภา
ร่างอันโสภาของคุณหญิงจึงเป็นเสมือนตัวแทนของสุภาพสตรี
ผู้ถูกลิขิตชีวิตด้วยค่านิยม ขนบและประเพณีของสังคม
การแต่งกายอย่างผู้ดี...ครั้งสุดท้าย
ในขณะที่โรคร้ายคุกคามนั้น
คุณหญิงยังมีแก่ใจลุกขึ้นแต่งตัวอวดเพื่อให้ดูดีดูสวยเมื่ออยู่ต่อหน้านพพร
ชายหนุ่มคนสำคัญที่อุตส่าห์มาเยือนถึงบ้าน
การแต่งตัวครั้งนั้นจึงแสดงความสูงศักดิ์อัครฐานและความเป็นผู้ดีในสังคมครั้งสุดท้ายก่อนสิ้นลม ดูคล้ายกับว่าสังคมนั้นเรียกร้องอะไรไม่มาก
ข้อเรียกร้องเป็นเพียงเปลือกที่สวยงามน่าชื่นชม แต่สภาพจิตใจของคุณหญิงนั้นย่ำแย่
คุณหญิงต้องขายวิญญาณให้แก่สังคมโดยยินยอมจำกัดเสรีภาพของตัวเอง
นพพรคือตัวแทนของคนในสังคมปรกติที่ไม่เข้าใจถึงความลึกซึ้งละเอียดอ่อนอันเป็นปัจเจกภาพที่อยู่นอกเหนือกฎกติกาทั่วไป
ในเวลาที่ความเป็นคุณหญิงอ่อนแอลงเพราะร่างกายถูกกัดกร่อนจนไม่สามารถจะพูดจาอะไรต่อไปได้อีกนั้น
เธอสู้อุตส่าห์เขียนประโยคสุดท้ายตั้งใจฝากให้นพพร
ซึ่งที่จริงก็คือฝากให้สังคมไว้พร้อมกันว่า
ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน
แต่ฉันก็อิ่มใจว่า ฉันมีคนที่ฉันรัก
ความหมายอันชวนสะดุดใจ
จึงไม่ใช่เพียงแค่แสดงความเป็นมนุษย์ว่าอิ่มใจที่ได้รัก
ความน่าสนใจมากกว่านั้นยังอยู่ที่ข้อความในส่วนต่อมาคือ
ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน
ผู้อ่านทราบดีว่า
นพพรรักคุณหญิง และพร่ำบอกเสมอว่า "...ผมรักคุณหญิง" โดยพยายามจะถามคุณหญิงว่า
"คุณหญิงรักผมไหม?"
ก่อนหน้าที่ความรักของเขาจะค่อยๆ
ยุติความงอกงาม ในระหว่างวันที่คุณหญิงยังไม่สามารถจะให้คำตอบอะไรได้
และในระหว่างที่ความเป็นเนื้อแท้ของตนกับความเป็นผู้ดีในสังคมกำลังทะเลาะแย้งกันอยู่ภายในจิตใจของคุณหญิงอยู่นั้น
คุณหญิงระล่ำระลักบอกนพพรแทนคำตอบว่า>
"..นพพร...รีบไปเสีย
ฉันแทบใจจะขาด"
ความหมายของการปราศจากคนที่รักฉันในเวลาที่คุณหญิงจะหมดลมหายใจนั้น
จึงหมายถึงปัจจุบันขณะ
เมื่อคุณหญิงตระหนักแน่ว่าความรู้สึกของนพพรได้เปลี่ยนไปแล้ว
และเขากำลังจะก้าวหน้าไปมีชีวิตที่ดีตามครรลองของสังคมที่เปิดโอกาสให้เฉพาะผู้ชายที่มีความเพรียบพร้อมอย่างเขา
"ศรีบูรพา"
ได้เชิญชวนให้ผู้อ่านที่ติดตามเรื่องราวข้างหลังภาพมาด้วยความระทึกใจในโศกนาฏกรรมของชีวิตลูกผู้หญิงจากครอบครัวชนชั้นสูงของยุคสมัย
และแฝงฝังคำตอบไว้พร้อมกันว่า เหตุใดคุณหญิงจึงไม่สามารถตอบรักนพพรได้ในเวลาที่เขารู้สึกร้อนรนเหลือเกิน
จึงนับว่า
ม.ร.ว. กีรติ รักเกียรติในความเป็นลูกผู้หญิงและความเป็นวงศ์สกุลที่สังคมกำหนด
มากกว่าตัวตนและอารมณ์ส่วนตัว
ยินยอมปล่อยให้ความรักรุ่งโรจน์อยู่เพียงในจิตใจและร่างกายอันสวยงาม
และท้ายที่สุดก็แตกดับลงไปพร้อมกัน
ลูกผู้ชาย : เจ็บ ทน
และกล้าหาญอย่างลูกผู้ชาย
ในลูกผู้ชาย "ศรีบูรพา" เชิญชวนให้ผู้อ่านเห็นความเป็นลูกผู้ชายของ
"มาโนช" ผ่านพฤติกรรมที่สะท้อนความเจ็บปวดทั้งกายและใจหลายครั้งหลายครา
นับแต่ยังเยาว์วัยที่เริ่มชกต่อยกับคีรี ลูกชายเศรษฐีผู้ทำอะไรเอาแต่ใจตัวเองโดยไม่คิดถึงความรู้สึกของคนอื่น
วันหนึ่งคีรีรังแกรำพรรณ
เด็กผู้หญิงผู้เป็นเพื่อนสนิทของเขา
มาโนชเจ็บตัวเพราะเข้าไปปกป้อง
แต่ผลของการทำดีนี้คือถูกพ่อของตัวเองแท้ๆ ตบหน้าซ้ำ
ด้วยเข้าใจผิดคิดว่าลูกชายเข้าไปรังแกเขาก่อน
เนื่องจากการใส่ความเอาประโยชน์เข้าข้างตัวของคีรี
มาโนชต้องเผชิญกับความเจ็บปวดอีกหลายครั้ง
เพราะความเข้าใจผิด
และการฉวยโอกาสของคนไร้คุณธรรมอย่างคีรีผู้ไม่วางตัวอยู่ในกฎกติกาข้อใด
นอกเสียจากความต้องการของตนเอง
ครั้งหนึ่งที่มาโนชต้องเจ็บใจที่พลาดโอกาสเข้าชิงตำแหน่งที่หนึ่งในการแข่งขันวิ่งระดับโรงเรียน
เพราะคีรีเล่นผิดกติกา แกล้งขัดขาเขา ในนาทีที่มาโนชกำลังจะวิ่งเข้าสู่เส้นชัย
"คุณคีรี!
คนนรก!" รำพรรณร้องเสียงดังด้วยความเคียดแค้น "เล่นเฮี้ยวอย่างร้าย! เขาปัดขาเธอ
ฉันกับแม่ละเมียดเห็นกับตาทีเดียว"
"แต่ดูเหมือนเขาไม่ได้เจตนา"
มาโนชตอบไม่สู้เต็มเสียง
มาโนชมีแนวโน้มยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้น
แม้จะเจ็บปวดอยู่ภายใน ดังนั้นเมื่อเติบโตเป็นหนุ่ม
เกิดรักชอบผู้หญิงคนเดียวกับทำนองผู้เป็นเพื่อนรัก
มาโนชจึงยอมหลีกทางให้อยู่เงียบๆ ไม่แสดงตัวว่ารักซ้อน
แม้กับหญิงคนรักก็ไม่ยอมบอกเล่าให้ล่วงรู้ความในใจ
มาโนชเสียสละเพื่อเพื่อนแล้ว
ซ้ำยังต้องทำหน้าเป็นพ่อสื่อให้ด้วยความเต็มใจอีก
ขณะชอกช้ำระคนสงสัยว่ารำพรรณรักทำนอง
...มาโนชเอนหลังกลับพิงพนักเก้าอี้ตามเดิมและถอนใจใหญ่
นึกพิศวงเป็นหนักหนาว่า เหตุไฉนรำพรรณจึงแสดงอาการมึนชาต่อตนถึงเพียงนั้น
หล่อนคงจะรักทำนองเป็นแน่แล้ว ก่อนหน้าที่ยังไม่ได้ชักนำให้คนทั้งสองรู้จักกัน
หล่อนอ่อนหวานจนเธอแทบจะเป็นบ้าคลั่งให้ได้ เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปเป็นคนละคน
มาโนชผิดหวังในรัก
แต่ก็อดทนสร้างเนื้อสร้างตัว ประกอบกับความไม่อวดตัว สงบนิ่ง และพากเพียรทำดี
อันเป็นวิสัยพื้นเดิมที่ผู้ประพันธ์วาดไว้ให้เห็นความเป็นลูกผู้ชายผ่านพฤติกรรมของมาโนช
ผู้อ่านได้เห็นผลว่าชีวิตของมาโนชดีขึ้นเรื่อยมาเป็นลำดับ
นับแต่สอบเข้าเรียนกฎหมายได้ และเรียนดีจนทำให้เพื่อนฝูงชนชั้นสูงยอมรับ เช่น
ทำนอง เป็นต้น โดยเฉพาะทำนองนั้นได้แสดงความเป็นลูกผู้ชายปกป้องและเสียสละเพื่อมาโนช
มาโนชได้เรียนรู้น้ำใจเยี่ยงนี้
ผ่านความช่างสังเกตของอาภาผู้น้องสาวของทำนอง
"...สิ่งที่คุณพี่เกลียดมากในโลกคือ
'การดูถูก' 'การยกตนข่มท่าน' หรือ 'การข่มเหงเหยียบย่ำเกียรติยศของคนที่ต่ำกว่า' สิ่งเหล่านี้เท่านั้นที่สามารถเรียกความโกรธทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกให้มารวมอยู่ที่คุณพี่คนเดียว ดิฉันได้ทราบเรื่อง 'การดูถูก' ที่เกี่ยวกับคุณพี่ราว ๔-๕ ครั้ง และไม่มีสักครั้งเดียวที่แกจะงดการต่อยตี
ดิฉันรู้นิสัยของพี่ทำนองดี โดยมากเรื่องที่เกิดขึ้นก็ไม่เกี่ยวกับตัวหรอกค่ะ
เป็นแต่เจ็บร้อนแทนคนอื่นเขาไปอย่างงั้นเอง..."
ทำนองเคยเจ็บร้อนแทนมาโนช
เมื่อรู้ว่าได้รับการดูถูกและกลั่นแกล้งจากคีรี
แต่ทำนองก็เติบโตขึ้นมาเป็นคู่เปรียบของมาโนชในวัยหนุ่ม ในฐานะผู้หมายปองผู้หญิงคนเดียวกัน
มาโนชจึงยอมหลีกทางให้อย่างง่ายดาย
ในท้ายที่สุดเรื่องมาเปิดเผย
หลังจากวันที่รำพรรณแต่งงานกับทำนองไปนานแล้ว
มาโนชพบบันทึกรักของรำพรรณเข้าโดยบังเอิญ
จึงรู้ว่าที่ตนข่มใจเสียสละเพื่อเพื่อนนั้น
ได้ทำร้ายน้ำใจของลูกผู้หญิงอย่างรำพรรณไปพร้อมกัน
การชะงักงันในรักสามรูปแบบ
มาโนชเป็นผู้เผชิญหน้ากับความรักถึงสามรูปแบบ
แต่เกิดผิดพลาดไปเสียทั้งนั้น ด้วยเหตุเกี่ยวกับการสื่อสารไม่ชัดเจนอันเป็นบุคลิกส่วนตัวของเขา
ผสมกับปัจจัยแวดล้อมอันไม่เอื้ออำนวยประกอบกัน
รูปแบบที่
๑ รำพรรณ กับความสับสนในท่าทีของมาโนช
เรื่องราวปูพื้นมาตลอดว่ารำพรรณเป็นคนจากครอบครัวฐานะดีและเป็นหญิงไทยที่ไม่สามารถแสดงความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาได้
โดยเฉพาะในเรื่องความสนใจต่อเพศตรงข้าม
การต่อสู้ภายในจิตใจของรำพรรณแสดงออกชัดเจนในบันทึกรักส่วนตัวของเธอ
"...อยากถามเธอนักว่าแม่อาภาน่ะเป็นคู่รักกันจริงๆ
หรือ
ทำไมหนอธรรมชาติจึงทรมานผู้หญิงอย่างนี้ทำไมไม่เปิดสิทธิ์ให้ผู้หญิงได้กล่าวความรักแก่ผู้ชายก่อนบ้าง..."
ต่อมาเมื่อมาโนชพบบันทึกลับนี้และได้อ่านโดยบังเอิญ
เขาจึงรู้สึกหัวใจเต้นเหมือนตีกลอง
เหตุที่เป็นไปเช่นนั้นเกิดจากความสับสนในการสื่อสาร
ค่าที่ว่ามาโนชไม่มั่นใจในสถานะทางสังคมของตัวเอง
คิดแต่ว่ารำพรรณคงจะสนใจคนที่มีฐานะเสมอกันเช่นทำนอง
ขณะเดียวกันอาภาก็กล้าแสดงออกต่อมาโนชฉันคนรัก
ประจวบกับท่าทางสงบเสงี่ยมเจียมตัวของมาโนชเอง
ยิ่งทำให้รำพรรณเข้าใจผิดคิดว่ามาโนชรักอาภา
"...แม่อาภานั่งกลาง
เธอนั่งขวา คุณทำนองนั่งข้างซ้าย ดูดั่งกับดาวล้อมเดือน
เป็นภาพที่บาดตาบาดใจดิฉันเหลือเกิน โธ่! นี่ยังไม่ชัดเจนแจ่มแจ้งอีกหรือว่าคนทั้งสองรักกัน?..."
รูปแบบที่
๒ ละเมียด กับความไม่มั่นใจในสถานะทางสังคมของตน
และการมองข้ามไปของมาโนช
ละเมียดเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันมากในวัยเด็ก
มาโนชมองละเมียดเป็นอย่างน้องมาตลอด จนเมื่อพบกันอีกครั้ง
เขาเห็นละเมียดเป็นสาวสวย แต่ค่าที่มีรำพรรณอยู่ในใจทำให้มาโนชไม่คิดจะแสดงออกอะไร
ขณะที่ละเมียดสนใจมาโนช
แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกเพราะสถานะทางสังคมที่ดีขึ้นของมาโนช
จนละเมียดเกิดความรู้สึกแตกต่างห่างเหิน
อย่างดีที่สุดจึงทำได้เพียงแค่ส่งจดหมายมายินดีในวันแต่งงานของมาโนชกับอาภาด้วยน้ำเสียงติดน้อยใจ
...มิตรภาพแต่ครั้งเด็กๆ
ระหว่างเราเห็นจะยับเยินไปในวันแต่งงานนั่นเองนะคะ...ดิฉันไม่มีสิ่งใดจะส่งมาเป็นของขวัญ
นอกจากหัวใจที่บริสุทธิ์ อันได้ผูกไมตรีระหว่างคุณพี่กับดิฉันมาช้านาน
ขอให้การแต่งงานครั้งนี้จงนำคุณพี่ไปสู่โลกแห่งความผาสุกและรุ่งเรืองตราบกระทั่งกาลอวสาน
แต่น้องสาวคนผู้วาสนาน้อยของคุณพี่ละเมียด
รูปแบบที่ ๓ อาภา กับการแสดงออกอย่างใจร้อนของเธอ
และการยอมรับอย่างง่ายๆ ของมาโนช
อาภาเป็นผู้หญิงที่กล้าแสดงออกอย่างใจคิด
และแสดงว่าสนใจและมุ่งหมายจะมีชีวิตคู่กับมาโนช ผนวกเข้ากับการยอมรับอย่างง่ายๆ
แบบไม่ได้คิดอะไรให้ถี่ถ้วนของมาโนช ทำให้เกิดปัญหาภายหลัง
มาโนชไม่อาจจะแสดงความรักใคร่ใยดีในตัวอาภาผู้เป็นภรรยาได้ตามปกติ
ทำให้อาภาใช้ชีวิตคู่อย่างไม่เป็นสุข
ประกอบกับแรงยุยงของคีรีทำให้อาภาเข้าใจผิดว่ามาโนชแอบรักใคร่กับละเมียดผู้เพื่อนเก่า
อาภานั่งซึมไปเป็นครู่ใหญ่
ความที่นึกระอิดระอาในสามีแต่ก่อนๆ
ผสมกับความขุ่นแค้นในกาลบัดนี้ทำให้นึกเกลียดชังเธอเป็นที่สุด
เพราะมาโนชมียอดรักยอดอาลัยอยู่แล้วนี่เล่า
เธอจึงมิได้อาลัยอาวรณ์ในหล่อนกี่มากน้อย...
จากข้างหลังภาพ
ถึงลูกผู้ชาย : ปัญหาความรักอยู่ที่การสื่อสาร
เรื่องราวความรักระหว่าง ม.ร.ว. กีรติ
กับนพพร ในข้างหลังภาพ คือการสื่อสารอ้อมค้อมบนสถานะสังคมที่มีช่องว่าง แม้นพพรจะดูกล้าหาญ
สื่อแสดงความรู้สึกตรงไปตรงมาอยู่มากกว่า
กระทั่งกล้าที่จะบอกรักแก่คุณหญิงสูงศักดิ์ผู้มีสามีแล้ว
แต่ในความห้าวหาญยอมรับนั้น นพพรไปไม่ถึงที่สุด
นพพรไม่ได้บอกหรือจงใจซ่อนเร้นความจริงอย่างหนึ่ง
เป็นความจริงที่สำคัญมากเพราะหากคุณหญิงล่วงรู้ย่อมมีผลต่อการคิด การวางตัว
และการตัดสินใจของคุณหญิงเอง
นพพรจึงถือโอกาสที่คุณหญิงตั้งคำถามอ้อมค้อมเปิดช่องว่างให้ตอบได้หลายวิธี
หลีกเลี่ยงความเป็นจริงข้อนี้ออกไปเสีย
คำถามของคุณหญิง
และคำตอบของนพพรมีว่า
"...การอาชีพและการแต่งงาน
เธอได้กะการไว้อย่างไรบ้างเล่า?"
"...การแต่งงานนั้น
ผมยังไม่มีความคิดที่จะกะการอย่างไรเลย
ผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่โตเกินกว่าที่ผมจะนำตัวเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยในเวลานี้"
นพพรตอบไปอย่างนั้น
แต่ในใจคิดว่า-
ข้าพเจ้าไม่สบายใจนิดหน่อยที่ไม่ได้ตอบหม่อมราชวงศ์กีรติออกไปให้เป็นที่แจ่มแจ้งชัดเจนว่า
การที่ข้าพเจ้าไม่ได้คิดกะการอะไรในเรื่องนี้
ก็เพราะเหตุว่าการนั้นได้ถูกกะไว้แล้ว...ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงไม่เล่าความเรื่องนี้สู่หม่อมราชวงศ์กีรติ...
นับเป็นความในใจของชายหนุ่มที่คิดเข้าข้างตัวเองโดยแท้
คุณหญิงมาทราบความจริงเอาเมื่อนพพรแจ้งข่าวเรื่องการแต่งงานกับคู่หมั้นที่ตกลงกันไว้เมื่อ
๗-๘ ปีมาแล้ว
จึงเป็นความจริงที่จู่โจมคุณหญิงจนตั้งตัวไม่ติด
"นพพรจะแต่งงาน?"
เธอทวนคำอย่างไม่แน่ใจ...
"แต่ตลอดเวลาที่ฉันพบเธอในโตเกียว
เธอไม่ได้บอกเรื่องคู่หมั้นของเธอให้ฉันทราบเลย" เสียงของเธอแสดงว่ามีความพิศวงสงสัยยิ่งขึ้น
สำหรับเรื่องราวปัญหาความรักระหว่างมาโนชกับรำพรรณ
ในลูกผู้ชาย ก็เช่นกัน เกิดขึ้นจากการสื่อสารอ้อมค้อม มาโนชเข้าใจผิดว่ารำพรรณสนใจทำนองเพราะฐานะเสมอกัน
ค่าที่คิดเอาเองโดยสามัญสำนึกจากประสบการณ์ที่เห็นช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน เมื่อไม่คิดแยกแยะ
การพูดจาจึงติดจะน้อยใจรำพรรณ และคิดลบกับตัวเองอยู่บ่อยๆ
ข้างรำพรรณก็เชื่อมั่นว่ามาโนชรักชอบกับอาภา
จึงพูดจาเป็นทำนองตัดรอนอยู่ในที
"สุดแล้วแต่คุณ"
"เอ๊ะ!
การคุยต้องอาศัยคนอย่างน้อยถึงสองคน
ทำไมคุณจะมาให้สำเร็จเด็ดขาดอยู่แต่เฉพาะที่ผมเพียงคนเดียว" เธอเหน็บ
"นั่นมันก็แล้วแต่คุณอีก"
รำพรรณตอบด้วยเสียงชาเย็น "คุณอาจมีสิทธิ์จะให้มันสำเร็จเด็ดขาดลงที่คนอื่นด้วยก็ได้"
"เอ
ผมไม่เข้าใจคำพูดของคุณเลย" เธอระบายลมหายใจด้วยความอึดอัด "หรือคุณคิดรังเกียจ?"
มาโนชเองก็ยิ่งทำให้รำพรรณผิดหวังในตัวเขาเพิ่มมากขึ้นไปอีก
เมื่อกล้ามาทำหน้าที่เป็นพ่อสื่อให้ทำนอง
"ผมหมายความว่า
ถ้าถึงคราวที่คุณจะแต่งงาน คุณควรจะเลือกแต่งงานกับสุภาพบุรุษเช่นคุณทำนอง"
รำพรรณกัดริมฝีปาก
สีหน้าแสดงความรู้สึก ซึ่งมาโนชเองก็เดาไม่ออก
"เรื่องนี้ดอกหรือคะที่คุณขอเวลาพูดกับดิฉันถึงหนึ่งชั่วโมง?"
หล่อนพูดเสียงเครือๆ "ดิฉันเห็นจะต้องถอนคำอนุญาต"
มาโนชไม่เคยอ่านคำพูดและภาษาท่าทางที่มีนัยซ่อนเร้นของรำพรรณเช่นนี้ได้
เพราะอคติที่มีอยู่ในใจ
ข้างรำพรรณก็มีอคติเช่นเดียวกัน
สารที่สื่อออกมาจึงเป็นคนละชุดกับที่อัดแน่นอยู่ในหัวอก
ด้วยต่างฝ่ายต่างก็มีข้อจำกัด
ฝ่ายหญิงมีข้อจำกัดคือความเป็นลูกผู้หญิงตามค่านิยมแบบรักนวลสงวนตัว
ผสมกับความเข้าใจผิด คิดน้อยใจว่าฝ่ายชายให้ความสนใจหญิงอื่น
ข้างฝ่ายชายคิดน้อยเนื้อต่ำใจในสถานะทางสังคมของตนอยู่เป็นทุนเดิม
และไม่ชอบพร่ำบ่นแบบลูกผู้ชายใจแข็ง
หนำซ้ำยังทำต้องหน้าที่ของเพื่อนที่ดีในฐานะของพ่อสื่ออีกด้วย
การแสวงหาคุณธรรมในความรัก :
กรณีศึกษาจาก ม.ร.ว. กีรติ และมาโนช
ความรักจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนควรเรียนรู้เพื่อจัดวางแผนและออกแบบให้ถูกต้องเหมาะสมเป็นเฉพาะรายไป
โดยพยายามให้เกิดอุปสรรค จุดสะดุด
หรือการชะงักงันน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ไม่ใช่ยอมจำนนให้เป็นไปตามยถากรรม เพราะเหตุว่าเป็นเรื่องของอารมณ์ที่จะเข้าไปจัดการออกแบบหรือกำหนดได้ยากยิ่ง
แต่ความจริงมนุษย์มีแบบอย่างเรื่องความรักให้ศึกษาเป็นอุทาหรณ์ตั้งมากมาย
ไม่ว่าจากข่าวคราวของหญิงชายในชีวิตประจำวัน
หรือเรื่องรักใคร่ของตัวละครในโลกของวรรณกรรม
หลายต่อหลายเรื่อง มักจะได้ข้อสรุปตรงกันว่า
ความรักนั้นแม้จะเป็นเรื่องภายในหัวใจของคนสองคน แต่ปัจจัยภายนอกที่แวดล้อมคนสองคนนั้น
ก็มักจะเข้ามามีอิทธิพลส่งเสริมหรือเป็นอุปสรรคต่อความรักเสมอมา
ไม่โดยสาเหตุใดก็สาเหตุหนึ่ง
จากกรณีศึกษาตัวละครในบทประพันธ์ทั้งสองเรื่องของ
"ศรีบูรพา" แสดงให้เห็นว่า ม.ร.ว. กีรติ จากข้างหลังภาพ
และมาโนชจากลูกผู้ชายต่างอยู่ในสถานะเดียวกัน
คือระทมทุกข์เพราะความไม่ประจวบกับผู้เป็นที่รัก
ด้วยเหตุผลที่กำหนดให้เป็นไปภายในปริบทของตัวละครที่ถูกล้อมกรอบด้วยสถานะทางเพศและสถานะทางสังคมต่างๆ
กัน
ในส่วนของ
ม.ร.ว. กีรติ มีเรื่องช่องว่างระหว่างวัย
แม้ชดเชยได้ด้วยความอ่อนกว่าวัยและการดูแลรักษาร่างกายมาเป็นอย่างดี
ทำให้นพพรไม่รู้สึกถึงความห่างตรงนี้
สำหรับสถานะทางสังคมนั้นเล่า
ความเป็นหญิงสูงศักดิ์ของ ม.ร.ว. กีรติ
ก็ไม่ใช่ข้อจำกัดที่ทำให้นพพรเอื้อมไปไม่ถึง
บทบาทและหน้าที่ในสังคมมากกว่าที่มากำหนดวิธีคิดและการแสดงออกให้อยู่ในรูปแบบของ "การสื่อสารอ้อมค้อม"
จนเป็นอุปสรรคทำให้ ม.ร.ว. กีรติ และนพพรเข้าใจผิด จำต้องห่างไกลกันออกไปเพราะ "ช่วงเวลา"
ของความรู้สึกและการแสดงออกต่างไม่สอดคล้องต้องกัน
บทบาทของ
ม.ร.ว. กีรติ คือภรรยาที่ดีของสามี
บทบาทของนพพร คือลูกที่ดีของพ่อแม่ ที่ต้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจนสำเร็จการศึกษา
เพื่อกลับมามีครอบครัว ทำหน้าที่สืบเชื้อสายของสกุล
อยู่อย่างก้าวหน้าและมีเกียรติในสังคมต่อไป
ความรักของ
ม.ร.ว. กีรติ กับนพพรที่เกิดขึ้นระหว่างการพักผ่อนของเจ้าคุณอธิการบดี
จึงเป็นได้แค่ "ชู้ทางใจ" การแสดงออกทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายอยู่ในขอบเขต
เพราะต่างก็รู้บทบาทและหน้าที่ของตัวเองดี
จึงไม่เกิดความขัดแย้งอันเป็นรักสามเส้าขึ้นมาในระหว่างตัวละคร
แต่เกิดความขัดแย้งขึ้นภายในใจของตัวละครที่ต้องต่อสู้กับอารมณ์รักและพยายามเรียนรู้ว่าจะจัดการอย่างไรเพื่อให้อารมณ์สงบลงได้
ฝ่ายคุณหญิงซึ่งมีวัยอาวุโสกว่า
สามารถยับยั้งชั่งใจได้ก่อน และกล่าวเตือนสติฝ่ายชายว่า
...ฉันจึงใคร่ขอต่อเธออีกครั้ง
ดังที่เคยขอไปแล้วครั้งหนึ่งในจดหมายฉบับก่อน คือขอว่า
เธอจงเงยหน้าขึ้นเผชิญหน้ากับของจริง ของจริงที่ว่า
หน้าที่ของเธอในกาลปัจจุบันนี้มีอยู่อย่างไร และหน้าที่ของฉันมีอยู่อย่างไร...
จนกระทั่งฝ่ายคุณหญิงมามีอิสระและคิดใหม่อีกครั้งเมื่อสามีตาย
แต่ทว่าฝ่ายชายนั้นได้จัดการกับอารมณ์ตัวเองสำเร็จแล้ว
กลายเป็นคนมีสมาธิและมุ่งมั่นแสวงหาการสร้างอนาคต
ทั้งด้านครอบครัวและการงานในแบบที่เหมาะสมสำหรับตน
ปัญหาจึงตกแก่ฝ่ายคุณหญิงที่เคยดูสงบนั้นเป็นเพราะหน้าที่ในสังคม
แต่หัวใจยังยึดติดอยู่กับความรักเดิมนั้น ดิ้นไม่หลุดจนนาทีสุดท้ายของชีวิต
สำหรับในเรื่องลูกผู้ชาย
มาโนชแสดงความเป็นลูกผู้ชายของเขาที่อดทน อดกลั้น ข่มใจรักไว้ภายใน
เมื่อทราบว่าทำนอง-เพื่อนรักมาหมายปองหญิงคนเดียวกันกับเขา แน่นอนความดีของทำนองที่มีต่อเขามาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัยจนปัจจุบัน
ทำให้มาโนชไม่กล้าทำร้ายจิตใจเพื่อนผู้มีน้ำใจ
มาโนชจึงเป็นฝ่ายยอมเสียสละเสียเอง
ประกอบกับความเข้าใจผิดว่ารำพรรณสนใจทำนองเพราะฐานะเสมอกัน
มาโนชจึงเห็นว่าความรักของทำนองและรำพรรณดูเหมาะสมแก่กันมากกว่าเขา
ทั้งรำพรรณและมาโนชต่างไม่เลือกที่จะสื่อสารความในใจ
คงหมกหมุ่นครุ่นคิดอยู่ในอารมณ์เศร้าหมอง มองข้ามท่าทีของอีกฝ่ายหนึ่ง
และตีความอยู่ข้างทำร้ายจิตใจตัวเอง
เมื่อมาโนชรู้ความจริงจากบันทึกลับของรำพรรณ
ก็เป็นเวลาที่ต่างฝ่ายต่างมีครอบครัวแล้ว
มาโนชได้กล่าวเตือนสติรำพรรณ
ด้วยหัวใจแข็งแกร่งของลูกผู้ชายว่า
"เราต้องมองถึงชีวิตภายหน้า
ที่รัก" กล่าวด้วยเสียงหนักแน่น "เราต้องไม่ปล่อยให้ธรรมดาฝ่ายต่ำเข้ามาครอบงำได้เป็นอันขาด
ความอ่อนแอแห่งใจเป็นช่องทางที่จะนำไปสู่ความชั่วช้าลามก
ขอให้เราสู้กับเหตุวิบัติต่างๆ อย่างใจเย็นัอย่างใจนักกีฬาแท้! ชาติหน้าของเราต้องมีแน่
รำพรรณ..."
เรื่องราวการชะงักงันของความรัก
ทั้งข้างหลังภาพ และลูกผู้ชายจึงตั้งอยู่บนพื้นฐานเดียวกันสองประการ ประการแรก
คือการสื่อสารอปกติระหว่างตัวละครคู่กรณีที่ไม่พยายามเข้าใจกันและกัน และกลับสื่อสารอย่างชวนให้สับสน ประการต่อมา ได้แก่ ความต่างสถานะทางสังคม
กำหนดให้ตัวละครมีบทบาทและหน้าที่ต่างกัน
แม้ว่าโดยหัวใจทั้งคุณหญิงกีรติกับนพพร และรำพรรณกับมาโนช จะไม่รู้สึกถึงความห่างกัน
แต่นวนิยายก็สะท้อนให้เห็นว่าสังคมมีบทบาทต่อปัจเจกภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ผู้ประพันธ์สร้างสรรค์นวนิยายทั้งสองเรื่องนั้น
ปัจเจกภาพอ่อนแอกว่าสังคมอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้นสังคมจึงเข้ามาเบียดเบียนทำเอาความรักของคู่กรณีต้องจบลง
เกิดการสื่อสารอ้อมค้อม สับสน อันเป็นผลสืบเนื่องสะสมมาจากความไม่มั่นใจในสถานะทางสังคมของตัวละคร
กับความกังวลในบทบาทหน้าที่ที่สังคมมอบหมายให้และมองดูอยู่อย่างคาดหวัง
กล่าวได้ว่าในปัจจุบันเรื่องราวปัญหาความรักเช่นนี้คงพ้นสมัยไปแล้ว
หากนำมาเทียบกับความรู้สึกของคนร่วมสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงสถานะทางสังคมตามสภาพโอกาส
และมีการสื่อสารกันอย่างรวดเร็วและตรงไปตรงมา มีเครื่องมือสื่อสาร เช่น
โทรศัพท์มือถือที่คอยกระตุ้นเร้าให้มีการสื่อสารทำความเข้าใจกันได้โดยอิสระมากกว่า
จึงมีข่าวว่าผู้หญิงในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงค่านิยมเดิมของหญิงไทยเสียใหม่ จากที่เคยมีว่า "รักนวลสงวนตัว" กลับเป็น
"รักนวลเสนอตัว" หรือมีศัพท์ใหม่ว่า
"กิ๊ก" อันสะท้อนค่านิยมของนักรักชายหญิงที่พร้อมจะมีคนรักหรือคนรู้ใจ
ได้อีกหลายๆ คนนอกเหนือจากการมี "แฟน" เพียงผู้เดียวอย่างที่เคยเป็นมา
จึงนับเป็นปรากฏการณ์ใหม่อันหนึ่งของสังคมไทย
สอดคล้องกับที่นักอนาคตศาสตร์ระดับโลกทำนายไว้ว่า ความเป็นปัจเจกภาพของบุคคลในสังคมทั่วทั้งโลกจะแข็งแกร่ง
หรือมีเสรีภาพมากขึ้น เริ่มแต่ในกลางศตวรรษที่ ๒๑ นี้.
หนังสืออ้างอิง
"ศรีบูรพา". ข้างหลังภาพ
. กรุงเทพฯ
: ดอกหญ้า,
๒๕๔๕.
_______. ลูกผู้ชาย
. กรุงเทพฯ : ดอกหญ้า, ๒๕๔๖.
|